PHP ตอนที่ 4 if else and operation

บทนี้เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายในภาษา php การะกระทำต่างๆเช่นการเปรียบเทียบ เราจะเอาค่าสองค่ามาเปรียบเทียบกันในโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมของเราทำงานตามที่เราต้องการ และเราจะไปเรียนรู้ว่า การให้โปรแกรมทำการเช็คเงื่อนไข มันทำงานอย่างไร แล้วทำไมเราต้องเรียนรู้มันครับ

ตอนนี้คุณอยู่ในด่าน PHP

php overview
php overview

PHP operation

จริงๆแล้วเราต้องจะผ่านตากันมาบ้างแล้วสำหรับพวกเครื่องหมายต่างๆ แต่ผมยังไม่ได้อธิบายว่ามันคืออะไร เช่นพวก $x + $y หรือ $x++ พวกนี้ครับ โดยบทนี้เราจะไปเรียนรู้ว่ามันมีการเปรียบเทียบทางคณิตอะไรบ้าง ทางประโยคยังไงบ้างครับ เอาล่ะไปดูกัน

PHP Arithmetic Operators
เครื่องหมายที่กระทำกันแบบตัวเลข

อันแรกที่เราจะเรียนคือพวกเครื่องหมายที่สำหรับพวกตัวแปร ตัวเลข ต่างๆ โดยถ้าเอาสองค่ามา กระทำผ่านเครื่องหมายด้านล่างนี้มันจะให้ผลลัพธ์ต่างๆครับ

เครื่องหมายบวก +

แน่นอนเราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว เครื่องหมายบวกคือการเอาสองค่ามารวมกัน ในโปรแกรม PHP ของเรานั้นมันก็เป็นแบบนั้นเช่นกันครับ ตัวอย่างเช่น

<?php
   echo 1 + 2; // แสดง 3 ตรงหน้าจอ

  $x = 10;
  $y = 10;

  echo $x + y; // 20
?>

สังเกตุว่าผมให้เป็นตัวเลขนะครับ ไม่ได้ใช้พวก single quote หรือ double quote มาครอบเพราะจะทำให้ php มองว่าค่านี้คือตัวอักษรนะครับต้องระวัง

เครื่องหมายลบ –

ต่อมาเป็นเครื่องหมายที่เราคุ้นชินเหมือนกันครับคือ เครื่องหมายลบ “-” นั่นเอง ครับการใช้งานจะเหมือนๆกับที่เรารู้จักกันเลยครับ คือเอาสองค่ามาลบกันครับ

<?php
   echo 1 - 2; // แสดง -1 ตรงหน้าจอ

  $x = 10;
  $y = 10;

  echo $x + y; // 0
?>

เครื่องหมายคูณ *

เครื่องหมายคูณใน PHP เราจะใช้ดอกจันนะครับ การใช้งานเป็นแบบด้านล่างเลย

<?php
   echo 10 * 2; // แสดง 20 ตรงหน้าจอ

  $x = 10;
  $y = 10;

  echo $x * y; // 100
?>

โดยก็จะนำค่าสองค่ามาคูณกันครับ

เครื่องหมายหาร /

เครื่องหมายคูณใน PHP เราจะใช้ slash นะครับ การใช้งานเป็นแบบด้านล่างเลย

<?php
   echo 10 / 2; // แสดง 5 ตรงหน้าจอ

  $x = 100;
  $y = 10;

  echo $x / y; // 10
?>

เครื่องหมายหารเอาเศษ %

มาถึงเครื่องหมายนี้หลายคนจะเริ่มงงๆว่ามันไว้ทำอะไร การหารเอาเศษเอาไปใช้ได้หลายรูปแบบครับ แต่เราไปดูผลลัพธ์กันก่อนส่วนการใช้งานจะบอกอีกทีครับ ไปดูวิธีใช้งานกันเลยครับ

<?php
  $x = 10;  
  $y = 6;

  echo $x % $y; // แสดง 4 ออกทางหน้าจอ
?> 

อธิบายกันหน่อยคือแบบนี้ครับ การหารเอาเศษคือการหารลงตัวเท่าไรแล้วเอาแค่เศษที่เหลือครับ อย่างในตัวอย่างคือ 6 จะหาร 10 ได้เพียง 1 ครั้งแล้วเหลือเศษ 4 ครับ

ถามว่าเราจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้จากการเอาเศษ ปกติเขาจะใช้ในการเช็คค่าเพื่อแสดงอะไรที่แตกต่าง เช่น เราต้องการให้ทุกๆแถวที่ 3 แสดงเป็นพื้นหลังสีเทา หรืออะไรก็ตามที่หารแล้วเศษเป็น 0 เราประยุกต์ใช้ได้หลายแบบครับ

เครื่องหมายแบบการยกกำลัง **

มาถึงเครื่องหมายสุดท้ายของกลุ่มแรกยังมีอีกหลายกลุ่มเลย 555 อันนี้เพิ่มเข้ามาตอน php version 5.6 ครับโดยเป็นการกระทำแบบเลขยกกำลังครับไปดูตัวอย่างกัน

<?php

  $x = 10;  
  $y = 2;

  echo $x ** $y; // อันนี้คือ 10 ยกกำลัง 2 ผลลัพธ์เป็น 100
?> 

อันนี้ผมไม่เคยได้ใช้เลยครับ ไม่ค่อยได้ใช้เลขยกกำลังเท่าไร แต่อันนี้มาเขียนบอกไว้รู้ไว้ไม่เสียหายครับ ไว้เจอตัวอย่างการใช้จะเอามาแชร์กันครับ

Wherever life plants you, bloom with grace

ถึงจุดแวะพักครับ กินน้ำ ดู youtube ดู tiktok ไปซัก 10 นาทีครับ

PHP Assignment Operators
เครื่องหมายสำหรับการเพิ่มลดค่า

ต่อไปเราจะมาเรียนเกี่ยวกับเครื่องหมายสำหรับการเพิ่มลดค่าซึ่งจะกระทำกับ ตัวแปรที่เป็นตัวเลขเท่านั้นนะครับ จริงๆอันนี้จะคล้ายๆกับที่เราเรียนในหัวข้อข้างบนแต่อันนี้จะเป็นใช้สำหรับการรับค่าจากทางผลลัพธ์ทางด้านขวาครับ โดยเราจะใช้ใช้เครื่องหมายเท่ากับ (=) เอาล่ะเป็นไงไปดูกันเลย

การใช้แบบ Assignmentมีค่าเท่ากับคำอธิบาย
$x = $y$x = $yค่าของ $x จะมีค่าเท่ากับ $y อันนี้เหมือนเป็นการให้ค่า $x เท่ากับ $y นั่นเอง
$x += $y$x = $x + $yอันนี้มันจะเหมือนกับถ้าเราต้องการให้ค่า $x เพิ่มค่าจากค่า $y สังเกตุว่าเราจะเขียนสั้นลง
$x -= $y$x = $x – $yอันนี้จะเหมือนการบวกเลยแต่เป็นลบครับ
$x *= $y$x = $x * $yอันนี้จะเป็นการคูณครับ
$x /= $y$x = $x / $yอันนี้จะเป็นการหารครับ
$x %= $y$x = $x % $yอันนี้จะเป็นการหารเอาเศษ

ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าเราเรียนพวกนี้ไปทำไม ในตัวอย่างด้านบนนั้นเวลาที่เราจะไปเขียนโค้ดในลูปหรือเงื่อนไขมันจะเขียนได้สั้นลงครับ และการเขียนสั้นลงทำให้โค้ดไม่รก และเราจะเขียนโค้ดไม่พลาดด้วยครับ

PHP Comparison Operators
เครื่องหมายการเปรียบเทียบ

ถึงจุดสำคัญแล้วครับ ตรงจุดนี้จะเป็นการใช้งานเยอะที่สุดตอนเราเขียนโปรแกรมครับ โดยการเปรียบเทียบเราจะใช้ในการเช็คเงื่อนไข ( if else ) โดยเราจะเรียนเกี่ยวกับ if else ในท้ายบทนี้ครับ การเปรียบเทียบค่าในแต่ละภาษาจะคล้ายๆแต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว แต่สิ่งสำคัญคือ เมื่อเปรียบเทียบค่าแล้วมัน ถูก ( true ) หรือ ผิด ( false ) ค่าของผลลัพธ์การเปรียบเทียบเรามักจะใช้ในการตัดสินใจของโปรแกรม ยกตัวอย่าง เช่น

ถ้า $x มีค่ามากกว่า $y จะให้แสดงคำว่า hello ทางหน้าจอ

ซึ่งถ้าเราเขียนเป็นโปรแกรมจากประโยคด้านบนจะเป็นแบบนี้ครับ

<?php
  if ($x > $y) {
     echo 'Hello';
  }
?>

โดยการ เปรียบเทียบค่า สามารถใช้กับตัวเลขหรือตัวอักษรได้ โอเคไปดูกันว่ามีกี่แบบและใช้งานอย่างไรกันบ้างนะครับ

OperatorNameExampleResult
==เท่ากับ$x == $yจะ return true เมื่อ $x เท่ากับ $y
===เท่ากับและชนิดต้องตรงกัน$x === $yจะ return true เมื่อ $x เท่ากับ $y โดยต้องเป็นตัวแปรแบบเดียวกัน
!=ไม่เท่ากัน$x != $yจะ return true เมื่อ $x ไม่เท่ากับ $y
<>ไม่เท่ากัน$x <> $yจะ return true เมื่อ $x ไม่เท่ากับ $y
!==ไม่เท่ากับและชนิดต้องตรงกัน$x !== $yจะ return true เมื่อ $x ไม่เท่ากับ $y โดยต้องเป็นตัวแปรแบบเดียวกัน
>มากกว่า$x > $yจะ return true เมื่อ $x มากกว่า $y
<น้อยกว่า$x < $yจะ return true เมื่อ $x น้อยกว่า $y
>=มากกว่าหรือเท่ากับ$x >= $yจะ return true เมื่อ $x มากกว่าหรือเท่ากับ $y
<=น้อยกว่าหรือเท่ากับ$x <= $yจะ return true เมื่อ $x น้อยกว่าหรือเท่ากับ $y

หลายคนอาจจะงงทำไมต้องมี เท่ากับหลายๆอันฟ่ะ เพราะ php ตัวแปรมันเป็นแบบ dynamic หมายถึงเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ยกตัวอย่างเช่น

<?php
  $x = 'hello';
  
  echo $x; // hello

  $x = 123;

  echo $x; // 123

?>

จะเห็นว่าตัวแปร x ของเราสามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ โดยปกติถ้าเป็นบางภาษานั้นเขาจะไม่ให้เปลี่ยนแปลงแบบนี้ เพราะทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย จริงๆถ้าหากคุณเขียนโปรแกรมไปสักพักจะรู้ว่าการที่เป็น dynamic type มันทำให้เกิด bug ง่ายๆมากๆ ผมจึงแนะนำว่าเวลาคุณเช็คเงื่อนไขให้ใช้แบบเช็ค type ของตัวแปรด้วยครับ

PHP Increment / Decrement Operators
เครื่องหมายสำหรับการเพิ่มลดค่าแบบทีละ 1

เครื่องหมายต่อมาคุณน่าจะเจอในบางบทความของผมแล้วครับ นั่นก็คือการเพิ่มลดค่าทีละ 1 นั่นเองถ้าปกติคิดง่ายๆนั้นก็ไม่น่าจะต้องเขียนอะไรให้ยุ่งยากถูกไหมครับแค่เอาค่าเดิม บวก 1 แต่มันสามารถเขียนย่อๆได้ครับดูตัวอย่างข้างล่างเลย

<?php
   $x = $x + 1;

   // มีค่าเท่ากับข้างล่าง
   $x++;

?>

ซึ่งจะมีด้วยกัน 4 แบบครับ

  • ++$x บวก 1 ให้ค่า $x ก่อนแล้วค่อย return ค่า $x
  • $x++ return ค่า $x ก่อนแล้วค่อยบวก 1 ทีหลัง
  • –$x ลบค่า 1 ให้ค่า $x ก่อนแล้วค่อย return ค่า $x
  • $x– return ค่า $x ก่อนแล้วค่อยลบ 1 ทีหลัง

มาดูกันว่ามันแตกต่างกันอย่างไรครับ

<?php
  $x = 10;
  $y = 10;
  $a = 10;
  $b = 10;

  echo ++$x; // จะแสดงค่า 11
  echo $y++; // จะแสดงค่าเป็น 10 
  echo --$a; // จะแสดงค่าเป็น 9
  echo $b--; // จะแสดงค่าเป็น 10

?>

จะเห็นว่าการใช้เครื่องหมาย ++ หรือว่า — ก่อนจะทำการบวก/ลบค่าให้เสร็จก่อนแล้วคืนค่ากลับมานั่นเองเวลาเอาไปใช้งานก็ต้องคิดดีๆว่าจะทำการเพิ่มค่าหรือว่าต้องการใช้ค่าก่อนครับ

PHP Logical Operators
เครื่องหมายเกี่ยวกับตรรกะ

เครื่องหมายเกี่ยวกับตรรกะ บางคนอาจจะงงมันเป็นพวกเครื่องหมายเช็คเกี่ยวกับเหตุผลครับ เอาง่ายๆมี 3 ตัวแต่เขียนได้สองแบบต่อตัวครับไปดูกันครับ

ตัวแรกคือ and หรือเขียนด้วยเครื่องหมาย &&

เวลาใช้งานเราจะใช้งานตอนเช็คเงื่อนไขอีกทีครับ แต่ตอนนี้รู้ไว้ก่อนว่ามันใช้งานยังไง วิธีใช้งานคือ เราจะใช้เครื่องหมายเช็คค่าว่า เงื่อนไข แรกเป็น true และ เงื่อนไขหลังก็เป็น true ด้วยถ้าหากมีค่าไหนเป็น false แม้แต่อันนี้ค่าที่จะ return จะเป็น false ทั้งทีครับ

ไปดูตัวอย่างการใช้งานกันครับ

<?php
   $a = true;
   $b = false;
   $c = true;

   $d = $a && $b; // ค่าของ $d จะเป็น false เพราะ $b เป็น false
   $x = $a && $c; // ค่าของ $x จะเป็น true เพราะ $a และ $c มีค่าเป็น true 

   $y = $a && $b && $c // ค่าของ $y จะเป็น false เพราะมีบีเป็น false 

?>

โดยคอมพิวเตอร์จะค่อยๆเช็คไปทีละตัวครับ เช่นอย่างในตัวอย่างที่เป็น false ของค่า $y นั้น php จะเช็คไปที่ $a ก่อนถ้าเป็น true มันก็ไปดูค่าของ $b ต่อปรากฎว่าค่า $b เป็น false มันก็จะหยุดและ return false ทันทีครับ

ต่อมาเครื่องหมาย or หรือ ||

เครื่องหมาย or นั้นใช้สำหรับการเช็คค่าว่า ถ้ามี true แค่ตัวเดียวก็จะเป็น true ครับเหมือนจะคล้ายๆกับ and ถูกต้องไหมครับ แต่อันนี้จะไว้สำหรับเเช็คเงื่อนไขพวกที่เราต้องการให้ค่ามันถูกต้องหมด เช่น เราต้องการเช็คว่า ถ้า user กรอกอีเมลหรือเบอร์โทร จะให้ผ่าน ทำนองนี้ครับไปดูตัวอย่างโค้ดกันดูครับ

<?php
  
  $email = '[email protected]';
  $telephone = false;
  $isValid = $email || $telephone; // ค่า isValid จะเป็น true ครับเพราะตัว Email มีค่าที่ไม่ใช่ค่าว่างครับ

?>

สุดท้ายเครื่องหมายถึง xor หรือ ! ( ไม่เท่ากับ )

เครื่องหมายสุดท้ายของเกี่ยวกับ ตรรกะคือ not ครับ โดยส่วนใหญ่เราจะใช้ในการ return ค่าตรงข้ามกับที่เราต้องการครับ เวลาใช้งานจริงๆจะเป็นแนวคล้ายๆปิดเปิด switch ไฟครับ ฟังดูแล้วอาจจะงงไปดูตัวอย่างกันครับ

<?php
  $statusLight = true;

  function switchLightStatus($status) {
    return !$status;
  }

  $statusLight = switchLightStatus($statusLight); 
  echo $statusLight; // จะแสดงเป็น false
  $statusLight = switchLightStatus($statusLight); // จะแสดงเป็น false
  echo $statusLight; // จะแสดงเป็น true  
?>

PHP String Operators
เครื่องหมายเกี่ยวกับพวกตัวอักษร

มาถึงสุดท้ายของเรื่อง operator แล้วครับอันนี้ไม่เยอะมีสองแบบ โดย opertor ที่จะพูดตรงนี้จะเป็นเกี่ยวกับตัวอักษรหรือประโยคเราไปดูกันเลยครับ

เครื่องหมายสำหรับการต่อ string นั่นคือ . ( จุด )

สมมติเราอยากจะต่อตัวแปลว่า Hello แล้วตามด้วยชื่อเล่นของคนคนนั้นครับ มาดูตัวอย่าง code กัน

<?php
  $nickname = 'oxygenyoyo';

  echo 'Hello ' . $nickname;

  $a = 'This is a ';
  $b = 'book';

  $c = $a . $b; // แสดงค่า This is a book ทางหน้าจอ

?>

ต่อ string เดิมด้วยเครื่องหมาย .= ( จุดแล้วก็เท่ากับ )

ต่อมาคือ เมื่อเราอยากจะต่อ string โดยจะต่อจากตัวแปรเดิมของเราครับ ไปดูตัวอย่างกันครับ

<?php
  $a = 'welcome to my website ';

  $a .= 'this is a second sentence';

  echo $a ; // welcome to my website this is a second sentence

?>

จบเรื่องของการใช้ operator ต่างๆแล้วครับ โดยผู้อ่านอาจจะงงๆว่าเราจะใช้ประโยชน์พวกนี้อย่างไร จริงๆเราจะใช้กับเรื่องต่อไปที่เราจะเรียนในบทนี้ครับ นั่นคือ if else หรือการเช็คเงื่อนไขนั่นเอง

Once you choose hope, anything is possible.

ถึงจุดแวะพักแล้วครับ ก่อนเราจะไปเริ่มเรื่องต่อไป

การเช็คเงื่อนไข ( If … else )

มาถึงส่วนสำคัญสุดในการเขียนโปรแกรมแล้วครับ มันสำคัญพอๆกับการเรียนรู้เรื่อง loop เลยนั่นคือการเขียนให้โปรแกรมเช็คเงื่อนไขต่างๆ เวลาโปรแกรมจะมีการตัดสินใจบางอย่างเช่น ส่งค่ามา ถ้าค่าเป็น 1 จะทำอะไรบางอย่าง ถ้าค่าเป็น 2 จะทำอีกอย่าง นั่นแหละครับการใช้ if else เอาล่ะไปดูกันเลยว่ามันทำยังไง

if

อย่างแรกที่เราจะไปเรียนรู้เลยคือการใช้ if โดยจะทำงานภายใต้เงื่อนไขก็ต่อเมื่อการเช็คค่าเป็นจริงไปดูวิธีใช้กันครับ

<?php
   if (เช็คเงื่อนไขแล้วเป็นจริง) {
      จะทำงานโค้ดภายในนี้
   }
?>

จากที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง operator แล้วเราจะเอามาผสมกับการเช็คเงื่อนไขเราก็จะสามารถเขียนโปรแกรมได้แล้วครับ ไปดูตัวอย่างการใช้งานจริงกันครับ

<?php
  $score = 50;
  if ($score < 60) {
    echo "Your score is low";
  }

?>

อธิบาย code ด้านบนนะครับ

  • เรากำหนดตัวแปรชื่อว่า score โดยมีค่าเท่ากับ 50
  • เข้าเงื่อนไขการเช็คว่า ค่าของ score นั้นน้อยกว่า 60 จริงหรือเปล่า
  • ถ้าเป็นจริง จะทำการแสดงประโยคว่า “Your score is low” ออกทางหน้าจอ

คราวนี้เราต้องรู้ว่า การเช็คเงื่อนไขนั้นหลังจากทำเงื่อนไขแรกเสร็จโปรแกรมเราจะไม่ได้หยุดรันมันจะวิ่ง บนลงล่าง เพราะฉะนั้นถ้าหากมีการเช็คอะไรต่อมันก็จะทำการทำงานต่อครับไปดูตัวอย่างกัน

<?php
  $score = 50;
  if ($score < 60) {
    echo "Your score is low";
  }

  if ($score <= 50) {
    echo "You need to improve";
  }

?>

จากตัวอย่างต่อมาเราจะมีชุด code ที่เพิ่มมาต่อท้ายด้านล่างครับ ซึ่งมันจะแสดงทั้งสองประโยคเลย โดยในเงื่อนไขที่สองนั้นตัวโปรแกรมก็จะทำการเช็คต่อว่าค่า score นั้น น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 หรือเปล่า ถ้าจริงก็จะแสดงประโยค You need to improve

if else

ต่อมาเรามาเรียนรู้เกี่ยวกับการเช็คเงื่อนไขถ้าเป็นจริงจะรัน code ภายใต้ if แต่ถ้าไม่ใช่จะทำใน else แทนหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ โดยเรามักจะใช้ในการเลือกเส้นทางของโปรแกรมว่าจะให้ทำซ้ายหรือขวา ประมาณนั้นครับ

<?php
  $score = 80;

  if ($score > 50) {
    echo "You're great"; // โปรแกรมจะเข้ามาทำงานตรงส่วนนี้ครับ
  } else {
    echo "You almost good";
  }

?>

ถ้าเราลองปรับจากตัวอย่าง code ด้านบนนิดหน่อยเพื่อความเข้าใจมากขึ้นครับ

<?php
  $score = 30;

  if ($score > 50) {
    echo "You're great"; 
  } else {
    echo "You almost good"; // โปรแกรมจะเข้ามาทำงานตรงส่วนนี้ครับ
  }

?>

If … else if … else

ต่อมาพอเรารู้จักการเช็คเงื่อนไขแบบซ้ายหรือขวาแล้วก็จะเป็นแบบมีหลายๆเงื่อนไขโดยให้โปรแกรมตัดสินใจเองว่าจะให้ไปลงที่เงื่อนไขไหนครับ โดยส่วนใหญ่ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนสุดของหัวข้อนี้คือโปรแกรมตัดเกรดนั่นเองครับไปดูหน้าตาวิธีใช้งานกันก่อนครับ

<?php
   $score = 65;

   if ($score > 80) {
     echo "You're awesome";
   } else if ($score > 60) {
     echo "You're great"; // โปรแกรมจะทำงานตรงนี้ครับ
   } else if ($score > 30) {
     echo "You're good";
   } else {
     echo "You need to improve";
   }
?>

โดยโปรแกรมจะค่อยๆเช็คไปทีละเงื่อนไขครับ ถ้าไม่ตรงเลยก็จะไป block else สุดท้ายครับคือ You need to improve ครับ จะเริ่มเห็นว่าการเขียนโปรแกรมตัดเกรดก็ไม่ยากใช่ไหมครับ แต่ในตัวอย่างยังมีสิ่งที่เรียกว่า bug ( ข้อผิดพลาดของโปรแกรม ) อยู่ซึ่งเราจะไปพูดถึงกันอีกทีครับตอนนี้ฝึกใช้งานเรื่อง if ไปก่อนครับ

Switch

มาถึงตัวสุดท้ายของบทแล้วทุกคน สุดท้ายของบทนี้เราจะไปเรียนเกี่ยวกับ switch เป็นการเช็คเงื่อนไขเหมือนกันครับ โดยถ้าสมมติว่าเงื่อนไขของเราไม่เยอะ และค่ามันไม่ได้แตกต่างกันมากก็สามารถใช้ switch ได้ครับไปดูกันหน้าตาเป็นยังไง

<?php

switch (ตัวแปรที่เราต้องการเช็คเงื่อนไข) {
  case label1:
    รัน code ของ label1
    break;
  case label2:
    รัน code ของ label2
    break;
  case label3:
    รัน code ของ label3
    break;
    ...
  default:
    ถ้าไม่ตรงกับเงื่อนไขไหนเลยจะมารันที่ตรงนี้
}

?>

เดี๋ยวเราไปดูตัวอย่างการใช้งานจริงๆดีกว่าเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นครับ

<?php
$favcolor = "red";

switch ($favcolor) {
  case "red":
    echo "Your favorite color is red!";
    break;
  case "blue":
    echo "Your favorite color is blue!";
    break;
  case "green":
    echo "Your favorite color is green!";
    break;
  default:
    echo "Your favorite color is neither red, blue, nor green!";
}
?>

โดยผลลัพธ์ของการรันครั้งนี้เราจะได้ ประโยคว่า “Your favorite color is red!” ออกทางหน้าจอครับ ถ้างั้นเราอาจจะสงสัยว่าเราจะเลือกใช้ switch หรือ if else ดีจริงๆแล้วมันจะมีวิธีการเลือกใช้ประมาณนี้ครับ

  • ถ้าเป็นการเช็คเงื่อนไขแบบง่ายๆ เช่น เช็คว่าเป็นตัวอักษร ตัวเลข แบบนี้ใช้ switch ครับ
  • ถ้าเงื่อนไขไม่เยอะมากใช้ switch ครับอาจจะไม่เกิน 5 เงื่อนไขครับ

สรุป

บทนี้เราเรียกเกี่ยวกับการใช้พวกเครื่องหมายต่างๆ และการเช็คเงื่อนไขในรูปแบบต่างๆแล้ว โดยบทต่อไปเราจะเริ่มเรียนโดยเอาความรู้ทั้งหมดที่เราเรียนมา มาสร้างเว็บกันจริงๆซักทีครับ ยังไงก็ติดตามกันได้นะครับ

กลับไปหน้าสารบัญ

https://www.oxygenyoyo.com/2021/01/18/index-getting-started-code-website/