ครึ่งชีวิตที่ ผิดพลาด อ่านเหอะอยากบอก

เนื่องจากผมเดินทางมาถึงอายุที่แต่ก่อนเขาเรียกว่า ครึ่งชีวิตแหละ 30 ปี เอาจริงๆชีวิตมนุษย์เดี๋ยวนี้อายุยืนแต่ก็นะช่วง 30 ปีแรกเป็นอะไรที่ต้องหาต้องลอง หาที่ชอบ บางคนก็เริ่มมีครอบครัว บางคนก็ยังหาอยู่แบบผม บทความนี้ผมอยากจะมาบอกอะไรที่ผมพลาดอะไรที่คุณควรจะทำ หรือหากยังไม่ทำก็ลงมือทำได้แหละ “เวลา” มันไม่เคยรอใครจริงๆ จะได้ไม่เสียใจเอาล่ะมีอะไรมาเล่าให้ฟังมาฟังกันหน่อยดีกว่า

หาตัวตนซะถ้าหากไม่อยาก ผิดพลาด

พูดอ่ะง่ายแต่ทำโครตจะยาก เพราะสังคมไทย ดันเป็นสังคมที่ต้อง รวย ไว้ก่อนอาชีพ อะไรก็ได้ขอให้หาเงินได้เยอะจะถูกยกย่องอย่างกับเทพ แต่พ่อแม่ผมท่านทั้งสองค่อนข้างจะปล่อยอิสระ ไม่มาจำกัดต้องเรียนอะไรอย่างไร หลายๆคนนั้นหาตัวเองไม่เจอเพราะว่า ไม่เคยลองทำซักที อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ผมพบเจอตั้งแต่เด็กยันโตคือ คนส่วนใหญ่รอให้มีคนประสบความสำเร็จอะไรซักอย่างก่อน แล้วค่อยทำตาม เช่น ขายของ online ที่ช่วง ณ วันที่เขียนมันค่อนข้างจะกระแสแล้ว มีคนได้เงินเป็นกอบเป็นกำเลยไปทำบ้าง แต่สุดท้ายก็ทำไม่รอดเพราะไม่ได้ชอบ แค่อยาก รวยเร็ว

แล้วจะหาตัวตนได้อย่างไร วิธีง่ายๆอย่างแรกคือ … เอาความฝันวัยเด็กมาใช้ซะ อย่างผมพ่อผมซื้อเครื่องเกมให้ตั้งแต่เด็ก ผมชอบเล่นเกมมากกกก ( บวก ก ไปล้านตัวเลย ) โตมาจึงอยาก สร้างเกม เพราะอะไร ? เพราะผมเสพมามากพอจนรู้สึกว่า เกมที่ทำออกมานั้นไม่ตรงที่อยากได้ สุดท้ายก็มาเรียนวิทย์คอม แล้วก็ออกมาเป็นโปรแกรมเมอร์ ถึงตอนนี้ผมไม่ได้ทำเกมแต่ก็พยายามเรียนอยู่ มีหลายเกมที่ผมไม่ได้เอามา เพราะงานหลักผมดันเป็น Web Programmer แต่ก็ยังไม่หยุดเรียนด้านเกมนะ ชอบมันอ่ะ อันนี้เป็นตัวอย่าง หากคุณชอบอะไรตอนเด็กลองกลับไปมองมันดูครับ มันคือต้นแบบที่เราชอบ

หากคุณยังหาไม่เจอ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่ ตอนวัยเด็กก็ไม่มี ผมแนะนำว่า ออกไปทำอะไรได้แล้วซักอย่างที่คุณอยากทำซักที ไม่งั้นคุณจะเสียดายมากๆที่ไม่เจอสิ่งที่ชอบ อาจจะมีงานที่คุณทำให้ไม่ให้คุณอดตาย แต่ไม่ได้ทำให้คุณมีความฝันที่อยากจะทำ เหมือนเราอยู่ไปแค่พลาญทรัพยากรโลกแล้วก็จากไป เริ่มเลย อยากถ่ายรูปก็ยืมกล้องหรือซื้อแบบถูกๆมาลอง เริ่มได้แล้วคุณมีอะไรที่ไม่พร้อมอยู่หรอ แล้วทำให้มันพร้อมได้ไหมตอนนี้ ลุกขึ้นแล้วไปหามันได้แล้ว !!!

ออกมาทำเองคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่าย

ช่วงนี้ในอายุตอนกำลังมีไฟ ผมก็ออกจากบริษัทที่งานดี เงินดีและหลายๆอย่างก็ดีเพียงเพราะว่าอ่านหนังสือ ( จะเล่าต่อในหัวข้อถัดไป ) ใช่อ่านหนังสือแล้วอารมณ์มา ออกแม่งเลย !! ชีวิตเราต้องออกมาลอง ต้องอินดี้ ต้องคลูเหมือนในหนังสือแน่นอน ผมค่อนข้างเป็นคนหัวอ่อนเชื่อคนง่ายเลย ทำตามหนังสือ ออกมาเป็นฟรีแลนซ์ที่ใครๆก็อยากเป็น เพราะอะไร ? โธ่ !! ทำไมมันจะไม่ดี เป็นเจ้านายตัวเอง รับเงินเต็มๆ นอนตื่นกี่โมงก็ได้ ได้ใช้บริการถูกในบางวัน เช่น ดูหนังวันพุธ ถ้าทำงานแบบหา “passive income” ก็นอนอยู่บ้านชิลๆแหละ สบายดีจุง …. อ่านมาถึงตรงนี้คงโดนใจหลายๆคนใช่ไหมครับ แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ง่าย สิ่งที่คุณเห็นมันคือคนที่ไปอยู่จุดที่เรียกว่า สำเร็จแล้ว ผมจะเล่าด้านผมบ้างถึงผมจะทำแปปๆก็นะ

ฟรีแลนซ์นั้นคุณจะต้องเจออันแรกคือ ไม่มีเงินเดือน แล้วทำไม ? มันลำบากตรงไหน ? ใช่ครับมันคงไม่ลำบากถ้าคุณมีเงินเก็บมาแต่ถ้าหากคุณไม่มีเงินเก็บละก็เตรียมตัวกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ( แบนด์ไหนอยากให้ใส่ชื่อแบนด์ติดต่อมาได้นะ 5555 ) ยาวๆได้เลย สมมติคุณทำงานติดต่อกับลูกค้าเนี้ย ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนกระทั่งตอน จ่ายเงิน ถ้าคุณไม่เคยทำงานกับบริษัทอย่างผมก็คงไม่เคยเจอว่า ทำงานวันนี้จ่ายเงินอีก 1 เดือนนะ หรืออาจจะ เดือนครึ่ง ( 90 วัน ) จากปกติได้ทุกเดือน บางเจ้ามีทริคการไม่จ่ายเงินอีกทำให้คุณได้สัมผัสความลำบากของชีวิตยิ่งขึ้น อยากรู้มีแบบไหนไปอ่านที่ Blog ipat ได้เลย http://www.ipattt.com/2010/delay-money/

ยังไม่หมดเท่านั้นซาร่า ( ทำเสียงจอร์จด้วย ) คุณยังจะได้รับของสมน้ำหน้าคุณด้วยลูกค้าหัวหมอ หรือแนวอยากดูงานแต่ไม่จ่ายเงิน ซึ่งผมก็เจอแบบนี้ผม เพราะคุณอาจจะไม่มีผลงานมาก่อนหรือมีน้อย เพราะฉะนั้นอาจจะมีการบอกว่า “ขอดูงานหน่อยว่างบเท่านี้พี่ได้อะไรบ้าง ?” หรือ “น้องลองทำออกมาให้ดูก่อน พี่ยังไม่มีไอเดียเลย” กระผมก็ดันหลงทำไปให้ดูปรากฎว่า ไม่เอาไม่พอบางเจ้าบอกไม่จ่ายค่าเสียหายเลยก็มี เอาจริงๆอาจจะต้องเจอแบบนี้ก่อนคุณจะได้รู้ว่าจะรับมืออย่างไรต่อไป

อ่อ … อีกเรื่องไหนๆก็พูดเรื่องด้านนี้แหละ เมืองไทยเป็นประเทศที่มองว่า ค่าแรงจากไอเดียหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นไม่มีค่าใช้จ่าย หรือถ้ามีจะถูกกว่ากาแฟ อืม … ตามนี้แหละ หากคุณออกแบบอะไรหรือทำ wireframe ที่น่าคิดหาไอเดียทั้งวันทั้งคืน ค่าแรงจะถูกแบบน่าตกใจโครตๆ เพราะคนประเทศนี้ไม่เคยจ่ายค่าไอเดียกันอยู่แล้วเลยไม่รู้ว่ามันแพง ก็ต้องหาวิธีอธิบายว่าทำไม อะไรอย่างไร แต่ถ้าหากเจอลูกค้าไม่เห็นค่าของงานเราก็ไม่จำเป็นต้องดึงดันทำ เพราะสุดท้ายคนที่จะลำบากใจไม่ใช่ลูกค้าแต่เป็นตัวเราเองที่ มานั่งบ่นกับตัวเองเนี้ยแหละว่ารับมาทำไม ดูสิสั่งเอาๆ เหนื่อยโว้ย บลาๆๆ ฯลฯ

อ่านหนังสือบางสิฟ่ะ

แต่ก่อนไม่เคยชอบอ่านหนังสือเลย จนกระทั่งวันหนึ่งหยิบมาอ่านเล่มหนึ่ง จนตอนนี้กลายเป็นไม่มีที่วางหนังสือในบ้านแหละ เล่มแรกคือ กินกบตัวนั้นซะ เอาจริงๆผมว่าการอ่านหนังสือได้เปรียบคนมากนะ มันคืออาจารย์ทางอ้อมเลย เพราะอย่างผมเนี้ยเป็นพวกแนวสอนยาก แต่ดันเชื่อหนังสือมากกว่า ไม่รู้ทำไม แล้วคุณลองหาหนังสือที่อ่านแล้วชอบดู ไม่ว่าหนังสือเรื่องนั้นมันจะไร้สาระก็ตาม มันทำให้เรารู้อะไรบางอย่างเอาไปใช้ได้หลายสถานการณ์นะ

นอกจากนี้ทำให้เรามีสมาธิและทำให้เราสามารถแบ่งปันเรื่องราวดีๆให้กับคนอื่นได้อีก หรือบางเล่มมันสอนในสิ่งที่เรากำลังตามหาก็ได้เช่น อยากทำอาหารหรืออยากเขียนโปรแกรมก็มีสอนเยอะเยะ หรืออ่านเรื่องราวของคนที่สำเร็จแล้วไปดูสิว่าเขาก่อนจะสำเร็จนั้นเป็นอย่างไร คนบ้านเราชอบเสพความสำเร็จแต่ไม่ชอบรู้วิธีว่าทำยังไงให้สำเร็จกว่าจะลองผิดลองถูกนั้นก็แทบจะหมดหวังแล้ว

ผมก็รู้สึกพลาดว่าทำไมตูไม่รักอ่านตั้งแต่แรกๆ เพราะบางครั้งไปพบเจอหนังสือดีๆที่นานแล้วตั้งแต่ตอนแรกที่ได้ยินแต่ไม่ยอมซื้อเพราะคิดว่า ตัวเองไม่สามารถอ่านจบ แต่ผมคิดว่าเราทุกคนอ่านจบหมดแหละถ้าเราสนใจ มันไม่มีคำว่าสายหรอกถ้าจะเริ่มอ่านแต่ เริ่มจากเรื่องที่ตัวเองสนใจหรือชอบจะดีมาก พอเริ่มเล่มแรกได้เล่มต่อไปจะมาเองเชื่อเถอะ

ไม่ต้องรีบมีแฟนหรอกสำหรับผู้ชาย

ผมเคยอยากมีจนตัวสั่น ตั้งแต่เด็กยันโตเอาจริงๆนะมันเหมือนกระแสอ่ะในโรงเรียนมีกันหลายคนงี้เราก็อยากมี แต่ไม่รู้หรอกว่ามีไปทำอะไร แค่ไม่อยากตกเทรนด์ พ่อผมเคยบอกว่ารอโตก่อน รอเรียนจบก่อน ตอนนั้นสาบานเลยว่า ไม่รู้หรอกว่าทำไม แต่ตอนนี้รู้แหละว่าทำไม เอาจริงๆแล้วการมีแฟนมันต้องมีทุนทรัพย์บาง ไม่ใช่ไม่มีเลย แต่การจะจีบสาวไม่ลงทุนอะไรเลยแล้วหวังจะได้อะไรดีๆก็คงยาก เงินจำเป็นตั้งแต่จีบยันแต่งงานเลยนะ !! เพราะฉะนั้นที่บอกว่าไม่ต้องรีบมีเพราะ ตัวแกเองเลี้ยงได้ดีแล้วใช่ไหม ? ( บอกตัวเองไม่ต้องตกใจ ) ตัวแกเองมีทรัพย์สินแล้วใช่ไหม ? ( ก็บอกแล้วไงว่าบอกตัวเอง !! ) มีการงานมั่นคงแล้วใช่ไหม ? คนที่ดูอยู่เนี้ยคิดดีแล้วใช่ไหม ? เอาล่ะนี่คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเพราะถ้าคุณยังไม่มีก็ดีแหละ มีเวลาที่ต้องเก็บเงินเก็บทอง มีเวลาให้คิดลงทุนในสิ่งที่ตัวเองควรจะทำ เพราะถ้ามีแฟนมีครอบครัวคุณอาจจะไม่กล้าลงทุนอะไรเลยก็ได้นะ

แต่ถ้าชีวิตมีทุกอย่างพร้อมจะทำอะไรก็ทำเถอะ อันนี้ผมเอาเคสของตัวผมเองมาคุยด้วยไง ตอนแรกก็ไม่จริงจังหรอกชีวิตแต่พอมีแฟนก็ต้องจริงจัง อะไรหลายๆอย่างที่เราไม่เคยคิดก็เลยคิดถึงขึ้นมาเลย แค่อยากมาเตือนว่าไม่ต้องรีบจะมีตอนไหนยังได้ถ้าชีวิตมีพร้อมแหละอ่ะ

รีบมีแฟนก็ดีนะสำหรับผู้หญิง

คุยกับสาวๆเรื่องนี้อาจจะต้องบอกให้มีมองๆตั้งแต่ช่วงอายุ 20 – 30 แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องรีบมีไวๆนะ เพราะว่าอะไรถึงต้องมีช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงชีวิตที่คุณจะสวยที่สุด ( จากค่าเฉลี่ยใครสวยสามหมื่นปีก็ไม่ต้องสะดุ้งไป ) หลัง 30 จะหายากเพราะอะไร ? เรื่องการมีลูกนั่นแหละที่เป็นหลัก คงไม่ต้องบอกนะว่าทำไมหลายๆคนน่าจะรู้อยู่แล้ว แล้วบางคนก็บอกอีกแหละว่า มีปัญหาไม่มีคนมาจีบ … อืม … แก้ไขไงดี อ๋อรู้แหละ

ไปสถานที่ใหม่ๆบางสิเฮ้ย … วันๆทำงานกลับบ้าน หรือทำอะไรซ้ำๆแล้วไม่เจอใครใหม่ๆมันก็พิสูจน์แล้วไงว่าอยู่แต่อย่างนี้ไม่มีคนมาคุยด้วยก็เปลี่ยนบาง ไปเที่ยวบ้าง ไปเรียนโทบ้าง  ( เพื่อนผมได้แฟนเยอะมากบอกตรงๆเรียนโทเนี้ย ) ไปดำน้ำดูปะการัง เล่น app หาคู่ดูบ้าง เมื่อมีคนมาจีบก็ลองๆคุยบ้าง ไม่ต้องตรงสเปกหมดหรอกถ้าตัวเองไม่ได้มี option เยอะ แนะนำว่าคุยๆไปให้หมดนั่นแหละ ไม่ต้องทีละคน กว่าจะมาเรียนรู้ทีละคนคนละกี่เดือนเคยคำนวนไหม ? แต่ก็ไม่ได้ให้เป็นคนเจ้าชู้ แค่คุยดูมุมมอง ทัศนคติ life style พวกเนี้ยใช้เวลาไม่นานหรอกและไม่ได้เสียมารยาทด้วย

แต่ใครโสดแล้วไม่มีปัญหาก็โอเคดีใจด้วย ไม่ได้บอกให้มีกันทุกคน เพียงแต่บอกคนอยากมี หรือ กำลังคิดๆดูว่าเอออะไรที่พลาดๆไปก็มาบอกกันเท่านั้นเชื่อหรือไม่ก็ตัดสินใจเองจ้า

เรียนภาษาได้แหละ หรืออยากคุยกับฝรั่งแบบเมื่อยมือ ?

ผมโชคดีเคยได้อยู่กับบอสฝรั่งคนหนึ่ง ได้เรียนรู้กันว่าวัฒนธรรมไอเดียความคิด ทางตะวันตกนั้นดีมากระดับหนึ่ง แต่ถ้าตอนนั้นไม่ได้ทำงานกับเขาภาษาคงแย่กว่านี้ ( ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้ดีนะ แต่พอต่อกรได้บ้าง ให้ด่ากลับยังทำไม่ได้ ) เชื่อเถอะว่า คนบ้านเราอีกนานมากว่าจะคิดค้นอะไร แล้วเป็นความรู้ระดับโลก ซึ่งความรู้เกือบทั้งโลกนี้เป็นภาษาอื่น ( ไม่ต้องเป็นอังกฤษนะหมายถึงภาษาอื่นอ่ะ ) เรียนภาษาได้แล้วมีโอกาสมากมาย ทั้งงาน เงิน ความรัก ความรู้มากมายใน internet เป็นภาษาอื่น ของไทยเนี้ยหายากจริงๆ

ยิ่งถ้าคุณทำงานด้านเทคโนโลยี ยิ่งต้องฝึกด้านนี้แบบฟังแล้วรู้ว่าเขาอธิบายอะไรเลย เพราะความเข้าใจของเรามีผลกระทบต่องานโดยตรง หากพูดไม่ได้ก็หาคนสอนซะ เยอะเยะ ใน internet ของฟรีก็มีแต่อาจจะไม่ได้จัดอันดับใน pantip ก็โครตจะเยอะ

ก็ลองเริ่มฝึกได้แหละ ไม่ใช่รอโอกาสมาถึงแล้วทำอะไรไม่ได้ ผมก็พยายามฝึก เอ่อจริงๆดู TED Talk ก็ดีนะ ไปดูได้เนื้อหาค่อนข้างดี Inspire เยอะมาก

การพูดสามารถก่อสงครามหรือทำให้คนชอบได้เลย

ผมเคยคิดว่าการที่เราพูดตรงนั้นดี ใครๆก็คงอยากฟังตรงๆ ได้รู้กันไปว่าตัวเองผิดตรงไหน เราผิดตรงไหน แต่มันไม่ใช่เลยนะ กว่าผมจะรู้ตัวก็โดนคนเกลียด คนไม่ชอบซะเยอะผมก็เลยอยากแชร์ตรงนี้ด้วย หลายๆคนก็คงคิดเหมือนผมสมัยเด็กอย่างนั้นแหละ กว่าจะรู้ตัวก็ช้าไปแล้วเลยอยากจะบอกตรงนี้ว่า พูดจาให้คนชอบดีกว่าครับ มันอาจจะทำให้เราได้งาน ได้เงินเลยนะ หรืออาจจะทำให้เราเสียทรัพย์ได้เลย

หากไม่รู้ว่าควรจะแก้ไขตรงไหนควรจะถามคนใกล้ตัว หรือหาอ่านหนังสืออ่านว่าวิธีการพูดในเหตุการณ์ต่างๆเป็นอย่างไร มันไม่ได้มีที่ให้เราได้แสดงออกเยอะนักหรอก ผมถึงเข้าใจว่าผู้ใหญ่ที่โตๆกันแล้วทำไมเขาไม่ค่อยจะพูดอะไรกัน เพราะคำพูดอาจจะมีผลกระทบแบบระยะยาวได้เลย หรือคนที่พบหน้าเราครั้งแรกเขาอาจจะจดจำเราไปในแบบนั้นเลยนะ โครตสำคัญจริงๆ

ไม่ว่าเราจะเป็นใคร การพูดจะบ่งบอกตัวเราหรือแม้แต่ความคิดของเราออกไปได้เลย บางทีตอนสมัยวัยเอ๊ะๆหลายคนอาจจะไม่ได้คิด แต่พอยิ่งโตเรายิ่งเข้าใจโลกมากขึ้น คำพูดเรามีความหมายทุกคำ การระวังก็ดี และมีเรื่องการสังเกตุคนฟังเราอีกไม่ใช่จะพูดๆอย่างเดียวคนฟังก็สำคัญด้วย

Connection มันคือสิ่งที่ช่วยเหลือเราทั้งตรงและอ้อม

ตอนตกอับเราอาจจะไม่เชื่อว่าคนรอบตัวเรานั้นใครเป็นห่วงเราบ้าง แต่เชื่อเถอะถ้าหากคุณมี connection หรือรู้จักคนเยอะ มันทำให้คุณรอดวิกฤตอะไรได้หลายครั้งเลยแหละ อย่างผมก็ได้คนรอบตัวดีๆช่วยเหลือทั้งแนวคิด การกระทำ คำพูด มีคนเตือนสติอยู่หลายครั้ง หามิตรแท้และมิตรเทียมไว้ด้วย อย่าสร้างศัตรู ( ซึ่งแต่ก่อนผมเกรียนมากจริงๆ คงสร้างไว้เยอะแต่อยากจะใช้พื้นที่นี้ขอโทษจริงๆนะครับ ) คุณไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งคนที่เกลียดคุณ หรือคุณเกลียดอาจจะเป็นหัวหน้า หรือมาจ้างงานคุณก็ได้

และไม่ใช่แค่เรื่องงานอาจจะลามไปถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตอีกด้วย อยากให้บอกน้องๆที่ยังไม่เลยเส้นครึ่งชีวิตว่าหามิตรไว้ หรือไปออกงานเรื่อยๆซะ หัดรู้จักแนะนำตัวเองให้คนรู้ด้วย ไม่ใช่รอให้คนอื่นมาทำความรู้จักเรา ใครทำก่อนได้เปรียบ ทำนามบัตรหรือเว็บหรืออะไรที่คนจะจดจำคุณได้ซะ พวกนี้จะมีประโยชน์ในวันข้างหน้าหากเขานึกถึงเราได้ หรือจำเราได้

แล้วจะหา connection จากไหน ก็ไปตามงานอ่ะครับ ของสายอาชีพหรือสิ่งที่คุณสนใจก็ได้ในยุคนี้มีคนจัดงานเยอะมาก แต่ไม่ค่อยมีคนร่วมงาน คุณลองหาๆดูครับ อย่างพวก co-working space ก็เยอะนะ อ่านจากใน Blog ผมหมวด Event ดูนะครับมีไปหลายงานไม่ใช่แค่สายเทคโนโลยีอย่างเดียว ไปออกงานพวกนั้น ลองคุยกับคนนั่งข้างๆกันดูว่าเขาทำงานอะไร เผื่อว่าเขาต้องการงานเรา หรือเราต้องการงานเขาครับ