วันนี้มีเรื่อง inspire ตัวเองมาเล่าให้ฟัง

what-i-learn-today

วันนี้ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ไว้จะบอกตอนท้ายของบทความ ทำให้ผมลองทำตามดู ผมเป็นประเภทว่าต้องลองทำตาม จึงอยากรู้ว่ามันได้ผลจริงๆหรือเปล่า ตัวหนังสือผมยังอ่านไม่จบหรอก แต่มีหลายข้อที่เรียนรู้เลยเอามาลองแล้วได้ผลที่ดีจึงอยากมาเขียนบอกต่อแรงบันดาลใจทั้งจากหนังสือและการกระทำของผมเองวันนี้ครับ

วันนี้ผมได้มาเริ่มออกกำลังกายอีกครั้งโดยปกติผมจะวิ่งรอบหมู่บ้าน ของตัวเองโดยการวิ่งผมจะวิ่งแบบ ช้าเร็วสลับกันแล้วจำนวน set ซึ่งวันนี้ผมลองเปลี่ยนแผนเป็น วิ่ง 10 รอบ ผมตั้ง เป้าหมายแบบสั้นๆ จริงผมวิ่งไม่เคยถึง 10 รอบหรอกครับเพราะเหนื่อยก่อน แต่ไม่น่าเชื่อ ! วันนี้ผมทำได้ครับจริงๆ และนี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้มา

ในตอนเริ่มวิ่ง

ปกติผมต้องวอร์มก่อน โดยการเดินไปเรื่อยๆ ให้ร่างกายปรับสภาพแต่คราวนี้ผมออก start โดยการเริ่มวิ่งแบบช้าๆก่อนเลย ผลคือ .. เจ็บเท้า เป็นอาการเจ็บแบบวัยรุ่นไม่เข้าใจหรอกครับเพราะว่า ตอนวัยรุ่นไม่ต้องวอร์มร่างกายก็พร้อมจะลุยกับทุกสถานการณ์แต่ พอสังขารมันไม่เที่ยง ถ้าไม่วอร์มร่างกายจะปรับไม่ทัน ผมได้เรียนรู้ทันทีเลยว่า เพราะเราไม่ วางแผน ก่อนจึงเป็นอย่างนี้

แต่ไม่เป็นไร เพราะ เราไม่มีอดีตหรือสิ่งที่ผ่านมา เรามีแต่สถานะปัจจุบันและอนาคต ในที่นี้ของผมคือ 10 รอบกับเท้าที่เจ็บนิดๆ แต่ยังคงวิ่งออกไปได้ อยู่ดีขณะที่ร่างกายเริ่มอบอุ่น และเริ่มเปลี่ยนเป็นร้อน เสียงหายใจเริ่มหอบ แฮ่กๆๆ หายใจดังแต่เป็นจังหวะ ผมมองไปข้างหน้า ….

*แปร๊ดดดดด …. *

ความรู้สึกมันใช่ !! ไม่ต้องสืบเลย ผมเหยียบขี้หมาครับ ( ต้องขอโทษคนที่กำลังทานข้าว ณ ตรงจุดนี้ด้วย ) แต่ไม่เป็นไร ผมก็หาน้ำขังแถวนั้นเหยียบๆแล้วก็เช็ดออกด้วยการวิ่งต่อไปเรื่อยๆ การผิดพลาดของผมเรื่อยๆนั้น ไม่มีผลต่อ “ปัจจุบัน” ที่เรากำลังวิ่งครับ

เครื่องร้อน

หลังจากวิ่งไปรอบสาม สี่นั้น เครื่องเริ่มร้อนและการหายใจเริ่มเข้าที่ ผมบอกกับตัวเองอยู่เรื่อยๆว่า อีกนิดเดียวเท่านั้น สมมติว่าตอนนั้นวิ่งรอบ 3 ก็จะบอกตัวเองว่าเหลือแค่ 2 รอบเองก็ครึ่งเดียวแหละ การมีความหวัง ทำให้เรามีกำลังใจมากๆ จริงอย่างที่หนังสือได้บอกเคล็ดลับตรงนี้ หากเราวางเป้าหมายที่ดี มันจะไปถึง แต่จุดหมายของเราจริงๆแล้วอาจจะใหญ่กว่านี้ แต่ต้องมีจุดหมายที่ใกล้ๆที่เราจะขยับไปด้วย

ผมได้สัมผัสกับวิวที่สวยมาก ผมไม่ค่อยได้ออกมาวิ่งตอนเย็นซักเท่าไร แต่ก็คิดว่ามันแปลกตาไปกว่าที่เคยเห็น ผมชักอยากจะเห็นทุกๆวันแล้วสิ บางครั้งเป้าหมายบนยอดเขาไม่ได้สำคัญไปกว่า ความสนุกตอนที่เราปีนเขา มันจริงอยากที่หนังสือบอกจริงๆ ผมมีความสุขได้วิ่งและไม่ต้องคิดอะไรกับอดีตที่เจ็บเท้า และขี้หมา มันไม่มีผลอะไรกับการวิ่ง ณ ปัจจุบันของผม หากเป้าหมายของผมคือ 10 รอบผมก็ทำให้ถึงครับ

เรียนรู้

ความจริงที่ว่าผมอ่านหนังสือเล่มนี้นั้น ยังอ่านไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำแต่การเรียนรู้จากมันก็คุ้มมูลค่าแล้วครับ ระหว่างวิ่งไปรอบที่ 6 ผมเริ่มเหนื่อยมากและรู้ว่าสังขารตัวเองจะไม่ไหวจึงเปลี่ยนเป็นวิ่งช้ามากๆ แทน แต่ไม่อยากหยุดเดินหากไม่ไหวจริงๆก็จะหยุดแต่คิดว่าอีก 4 รอบเองน่าจะไหว ผมวิ่งไปได้ครึ่งทางของ 1 รอบหมู่บ้านผมก็หยุด เปลี่ยนเป็นเดิน จากตรงนี้ผมอาจจะเป็นวิธีการ แต่ … เป้าหมายที่ผมวางไว้ 10 รอบยังคงเหมือนเดิม

ระหว่างรอบที่ 7 – 8 ผมเริ่มออกวิ่งแบบช้าๆอีกครั้งและได้เห็นสภาพแวดล้อมรอบๆตัว มีคนแก่ มีเด็ก ผมก็คิดว่าเรามีชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายมานานขนาดนี้ได้ยังไงน้า เราจะแก่ไปแล้วเดินไม่ได้อย่างนี้ไหม คิดๆไปเรื่อยๆ แต่ผมก็ไม่อยากมีชีวิตโดยไม่มีเป้าหมายเหมือนกันแต่ก็ต้องหา แต่อย่างน้อยผมจะตั้งเป้าหมายที่ผมอยากเป็น มองหาภูเขาที่อยากจะปีนต่อไป

สรุป

เรื่องวันนี้อาจจะเป็นเรื่องสั้นๆ แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็เคยท้อ เคยผิด เคยพลาด เคยเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองแก้ไขไม่ได้  แต่มันคือสิ่งที่ผ่านไปแล้วครับ ไม่ต้องมาใส่ใจ มันมีแค่วันนี้ ตอนนี้กับอนาคตที่คุณตั้งเป้าหมายไว้ แล้วตอนสุดท้ายผมก็ทำได้ครับ ผมวิ่งครบ 10 รอบจริงๆ เย้ๆ มันเป็นเป้าหมายสั้นที่ทำให้ผมอยากนำเรื่องราวมาแบ่งปันและหวังว่าจะทำให้คุณได้ข้อคิดนะครับ

เป้าหมายและภูเขาที่คุณจะปีนละ คุณพบมันหรือยัง แล้วตอนนี้กำลังปีนอยู่หรือยืนมองมัน เล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหม ?

Credit

ขอบคุณหนังสือดีๆที่ได้อ่านชื่อว่า 36 กระบวนการคิดพลิกชีวิต 360 องศา จากสำนักพิมพ์ Be Better ครับหนังสือดีจริงๆโชคดีที่ได้อ่าน หากใครสนใจก็ติดตามรีวิวได้ที่เว็บ www.readraide.in.th นะครับไม่นานผมจะมารีวิวแน่ๆหนังสือดีๆอย่างนี้

Message us