หาไอเดียโปรเจ็คจบไม่ยากอย่างที่คิด สิ่งที่ยากคือ …..

Lightbulb_idea

บทความนี้ขอทำให้น้องๆ เอกคอม ม.สวนสุนันทา โดยเฉพาะ ( คนอื่นก็อ่านได้จ้า แค่บอกจุดประสงค์หลักๆ ) เนื่องจากน้องๆมีความเครียด หงุดหงิด เหมือนปวดท้องขี้ แต่ขี้ไม่ออกจึงมาถามผม ( รุ่นพี่ ) ไม่รู้จะทำโปรเจ็คจบอะไรดี ทำแล้วมีปัญหา ทำแล้วยากเกินไป อยากทำแต่มีคนอื่นทำแล้ว อยาก … อยาก … อยาก ฯลฯ ผมได้ไปพูดที่ ม. แล้วครั้งหนึ่ง แล้วคิดว่าน้องๆที่ฟังผมไปแล้วน่าจะพอรู้จักตัวเอง มากขึ้นแต่ … ผมก็เห็นน้องๆอีกหลายๆคนต้องการความช่วยเหลือ จะเข้าไป ม. อีกก็ลำบากจึงเป็นเหตุที่มาของบทความนี้ ( บ่นมายืดยาวยังไม่ได้เข้าเนื้อหาซักที ฮา ) เอาล่ะ อย่าให้เสียเวลาอีกเลย ( เพราะเสียเยอะแหละ ) ไปๆวันนี้เราจะคุยกันว่า ทำไมมันถึงง่าย ลุย !

ไอเดียนั่นหายาก … จริงหรอ !!?

ปัญหาที่ยิ่งใหญ่สุดๆสำหรับน้องๆที่ทำโปรเจ็คคือ คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร หาอะไรทำ ทำแล้วมีคนอื่นทำอยู่  หรือบางคนนั้นคิดง่ายกว่านั้นตรงที่ว่า “อะไรก็ได้ของ่ายๆ แล้วก็จะได้จบ” , มีคนทำแล้ว , หรือว่ามีไอเดียแล้วแต่คิดว่ายากเกินไปสำหรับเรา อย่างแรกอยากให้น้องๆ โยนความคิดพวกนี้ออกไปให้หมดก่อน !!! ถามว่าทำไมล่ะ ? เพราะว่าโปรเจ็คจบ มันคือเครื่องพิสูจน์ความรู้ความสามารถ และความทุ่มเทของคุณ

อย่างเรื่อง … อะไรก็ได้ของ่ายๆจบ ผมอยากถามว่า คุณคิดหรอว่ามีของอย่างนั้นอยู่บนโลกนี้ด้วย ? หากมีอย่างนั้นจริงแล้วทำไมทุกคนถึงไม่อยากทำล่ะ ? แล้วงานของคุณจะมีค่าอะไรในเมื่อทุกคนทำได้ง่ายๆแล้วจบ ? งานของคุณก็จะไม่แตกต่างจากคนอื่นเลย การทำงานก็เหมือนกันหากคุณไปสมัครงานแล้ว เขาถามคุณทำอะไรมาคุณตอบโปรเจ็คจบที่แสนจะภูมิใจไป แล้วเขาบอกว่าทำไมต้องจ้างคุณอ่ะในเมื่อโปรเจ็คนี้ใครๆก็ทำได้ ? คุณจะตอบเขาว่าอะไรครับ ? ฉะนั้นอย่าคิดเลยตัดออกไปจากชีวิตเลย ไม่งั้นคุณจะเป็นเหมือนมนุษย์ไปวันๆ ทำอะไรซ้ำซากทำอะไรวนๆ ถ้าหากคุณอยากเป็นก็ทำเลยครับ อย่าเอาพวกเว็บแสดงเนื้อหา เพราะว่ามันทำง่ายมากหรือถ้าำหากจะทำต้องทำแบบจริงจังๆให้อาจารย์ยอมรับได้ ไม่ใช่ทำเว็บที่ตัวเองรู้แต่คนอื่นไม่อยากรู้ พยายามตัวเองบ่อยๆว่า “ทำอย่างนี้แล้วใครจะใช้” , “แล้วเป็นเราจะใช้หรือเปล่า”

เรื่องมีคนทำแล้ว … คุณจะแคร์ทำไมมีคนทำแล้ว เพราะไอเดียดีๆก็เกิดมาจากคนที่ทำแล้ว แล้วเรานำมันมาต่อยอด ผมมีคำถามว่าหากคุณคิดว่ามีคนทำเว็บแบบ Facebook แล้วทำไม Path ถึงเกิด ? ทำไม Hi5 ทำก่อนแล้วไม่ดัง ทั้งๆที่เป็น Social Network ทั้งคู่ เพราะเราสามารถหาจุดแข็งหรือจุดอ่อนคู่แข่งได้หรือเปล่า เราทราบว่าความต้องการของคน แค่บางกลุ่ม นั้นก็สามารถทำให้โปรเจ็คเรารันได้แล้ว จากตัวอย่างข้างบนผมไม่เห็นว่าจะต้องมีความกังวลใดๆว่ามีคนเคยทำอย่างที่เราทำแล้ว เราก็ทำให้ดีกว่า หรือต่อยอดเขาได้อีกก็ดี

มากับเรื่องที่ว่า … ยากเกินไปสำหรับเรา น้องๆเคยทุ่มเทให้กับบางสิ่งอย่างเต็มที่ไหมครับ ? เหมือนเวลาเรารักใคร ชอบใครซักคนนั้น เราจะทุ่มเทพยายามทำทุกอย่างให้เขาชอบเรา หรือถ้ามีคนบอกว่า ก็ไม่ได้ทำอะไรเยอะ งั้นพี่ยกตัวอย่างว่า คุณเคยพยายามทำอะไรในชีวิตอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ? ได้ทำมันอย่างสุดกำลังแม้มันจะเหนื่อย แม้มันจะยากแต่ความยากไม่ได้บอกว่าเราว่าเป็นไปไม่ได้ หากคุณบอกว่ามันยากเพราะว่าไม่เคยทำเรื่องนี้ หรือความรู้ตรงนี้ยังทำไม่เป็น … แล้วทำไมคุณมีเวลา ณ ตอนนี้คุณไม่เริ่มทำมันล่ะ รออะไรอยู่ ? มันไม่มีคนที่เก่งกว่าคุณหรอกแค่มีเพียง คนที่เจ็บมามากกว่าคุณ คุณคงเคยคิดว่าคนนี้คนนั้นเรียนเก่ง ทำไมเขาเรียนเก่ง เพราะเขาขยันกว่าคุณไง ? ในเวลาที่คุณกลับบ้านคุณเคยเอาความรู้ที่เรียนรู้มาทบทวนไหมล่ะ ? ในขณะที่คุณกำลังเล่มเกม เล่น Facebook ทำอะไรที่คุณรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรคุณได้แต่ คุณยังทำมันกับอีกด้านหนึ่งคนที่คุณคิดว่าเขาเก่ง เขาเอาเวลาในขณะ เดียวกันนั้นมาอ่านหนังสือ หาไอเดียจบแบบไม่หยุดหย่อน ในขณะที่คุณกำลังดูละครตบกัน อีกคนกำลังเหนื่อยจากการสอบถามอาจารย์หรือรุ่นพี่ แล้วคุณอยากจะเก่งกว่าเขาหรอ มันแฟร์สำหรับคุณแล้ว ?

เส้นทางที่มืดมน หรือแค่คุณหลับตา

มนุษย์เรามีความสามารถหนึ่งคือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นทางออกให้กับตัวเอง คุณกำลังตกในสถานการณ์ที่หาไอเดียไม่ได้ และคุณก็ไม่ไปถามหาไอเดียอีกด้วย คนใกล้ตัวคุณที่สุดเลยนั่นก็คือ อาจารย์ในคณะ ทำไมคุณถึงไม่กล้าถาม คุณรู้ไหมว่าการที่คุณไปขอไอเดียหรือว่าขอโปรเจ็คจากอาจารย์มีข้อดีอย่างไร ผมจะบอกให้ฟัง

  • คุณไม่ต้องคิดว่าไอเดียของอาจารย์จะไม่ผ่านเพราะเขารับประกันได้แล้วว่ามันใช้ได้
  • คุณเดินไปถามต่อให้คุณถูกว่าหรือด่าแล้วคุณเสียหายอะไรอ่ะครับ ? คุณไปหาอาจารย์แบบ 0 คุณถามอาจารย์บอกคุณอาจจะได้เป็น 10 , 100 ถูกด่ายังไงก็ต้องมีข้อคิดบางอย่างแน่ๆ คุณไม่มีทางติดลบ ฉะนั้นอย่ากลัวที่จะถามท่าน
  • ในเมื่อคุณได้ไอเดียชัวร์แล้วคุณจะมีเวลาในการศึกษาเพิ่มเติมกับสิ่งที่คุณไม่รู้จากโปรเจ็คที่อาจารย์ให้มา เช่น คุณไม่รู้ว่าระบบที่อาจารย์ตรงนี้ต้องใช้ เทคโนโลยีอะไร คุณก็ไปหาความรู้ตรงนั้นมาสิครับ คุณได้เปรียบคนอื่นตรงที่ว่าคนอื่นหาไอเดียแต่คุณนำไปแล้วตรงที่ได้ลงมือทำจริงรู้จริง

หากหัวข้อข้างบนคุณยังไม่สะใจก็ผมแนะนำต่อว่า ไอเดียที่เรียกว่า คันตรงไหนก็เกาตรงนั้น เช่น ผมอยากหาแฟน ( ตัวอย่างนะครับ ) อยากได้เว็บไซร์หาคู่ทางเน็ต แต่เว็บไซร์ตอนนี้นั้นก็ไม่ตอบโจทย์ โดยผมมีความต้องการ 3 แบบคือ

  • ต้องให้ผมสามารถเลือกผู้หญิงเองได้ ผมไม่ชอบการจับคู่ให้เองหรือเลือกมาให้
  • บุคคลที่ผมได้เห็นในเว็บไซร์นั้นต้องเชื่อถือได้ว่าเป็นตัวตนจริงๆไม่ใช่เอารูปใครมาแอบอ้างหรือว่าเอารูปสิบปีก่อนมาใช้ก็ไม่ไหวนะ
  • ต้องฟรี หรือไม่แพงมากเกินไป

ซึ่งในเว็บปัจจุบันถามว่ามีไหมก็มีนะ แต่จะได้ 2 ใน 3 เสมอซึ่งมันก็ไม่แปลกแต่ผมจะทำเพราะว่าอย่างที่บอกไปผม อยากได้แบบนี้และยังไม่มีคนไหนตอบได้ คราวนี้จะมาติดตรงที่ว่า การพิสูจน์ตัวตนจะทำอย่างไร อ่ะอย่างน้อยๆเราก็ได้ไอเดียว่าจะทำเว็บแล้วมันจะเข้าท่าไม่เข้าท่าก็อีกเรื่อง

จริงๆคุณอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจว่ามันจะไม่ work เพราะคุณควรจะ ฟุ้งๆฝันๆ กว่าว่าถ้าระบบนี้มีอย่างนี้นะจะเจ๋งมากเลย ( อย่างที่ผมยกตัวอย่างไปเห็นป่ะว่า ข้อ 2 นั้นทำได้ยากจริงๆ ) ก็ไม่เป็นไรฝันๆก่อนแล้วค่อยๆปรับมันก็ยังได้ อย่ายึดติดความจริงมาก แค่คิดว่าถ้ามีอย่างนี้คนจะใช้อย่างแน่นอน

ไม่ก็หาสิ่งที่เป็นปัญหาของชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่เช่น ผมนั้นต้องนั่งรถไฟฟ้าทุกวันทำงาน และคิดว่าการอยู่บนรถไฟฟ้านั้นโครตน่าเบื่อเลย จึงคิดว่าอยากให้มีโปรแกรมหรืออะไรซักอย่างที่สามารถ chat บนรถไฟฟ้า โดยต้องเป็นคนในรถไฟฟ้านั้นเท่านั้นถึงจะคุยกันได้ และครบ 40 นาทีก็จะเตะคนนั้นออกเพราะว่าเป็นเวลาโดยประมาณสำหรับต้นสายถึงสุดสาย ผมคิดว่าน่าจะมีคนอยากคุยกันในรถไฟฟ้าบ้าง เช่น วันนี้คนเยอะจัง หรืออยู่โบกี้ 3 คนอย่างเยอะ อีกคนอาจจะบอกเดินมาที่โบกี้ 1 สิคนน้อย ซึ่งอาจจะต้องมีการควบคุมการพูดคุยหน่อย ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาแก้ไขทีหลังได้ เป็นต้น

เมื่อเรามีไอเดียแล้วอย่าลืมลองเล่าให้คนอื่นฟังด้วย เพื่ออะไร ? เพราะคนเราไม่สามารถคิดได้ทุกด้านหรอกครับ และเพื่อนคุณคงไม่กล้า copy ไอเดียของคุณหรอก เพราะคุณเท่านั้นที่คุณว่ามันจะเจ๋งขนาดไหน มันเป็นการให้เกียรติคนอื่นอีกด้วย แชร์ให้คนอื่นฟังแล้วคนอื่นก็จะแชร์ไอเดียของเขาที่ทำเหมือนกัน win-win ทั้งคู่ต่างคนได้รับมุมมองของอีกคนครับ

ผมแนะนำอีกอย่างผมอยากให้คุณ ณ ตั้งแต่ที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ หยิบกระดาษและปากกาไว้ติดตัวเสมอ ผมอยากให้คุณจดสิ่งที่คุณคิด เพราะว่าไอเดียจะไม่ได้อยู่ดีๆคิดออก มันต้องค่อยๆคิด ค่อยๆนึก ในเวลาที่คุณนึกออกอย่าลืมจดมันซะ เขียนคำที่คุณนึกออกไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน เพื่อเอามาต่อยอดความคิดที่หลัง เช่น คุณเดินในมหาลัยแล้วคุณก็คิดว่า ร้อนจัง โดนแดด ผิวเสีย คุณคิดว่าสามคำนี้เอาไปทำอะไรได้ ? เป็นผมนะ ผมคิดถึงโปรแกรมในมือถือที่สามารถบอกคุณได้ว่า สมมติว่าคุณต้องเดินจากตึก A ไปตึก Z แล้วมันอยู่ห่างกันในระดับหนึ่ง คุณจะต้องเดินอย่างไร โดยไม่โดนแดดเลยหรือว่าโดนแดดน้อยที่สุดและระยะทางเดินสั้นที่สุด เอ่อ !!! เห็นป่ะว่าสาวๆก็คงอยากใช้ ( มั้ง ) แต่ผมเชื่อว่ามีคนใช้แน่ๆ แต่มันอาจจะยากตรงเรื่องคำนวนเวลาแดด แต่ช่างมันก่อน ฝันๆ อย่างที่บอกไปวิธีค่อยหาเอาทีหลังก็ได้

สร้างฝัน

เอาล่ะ จะสร้างฝันเราทั้งที เราก็ต้องลองทุกอย่างทุกทางให้เรารู้ว่าเราจะสร้างมันได้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร สิ่งที่คุณคิดไอเดียของคุณ ผมอยากให้คุณได้ลองในสิ่งที่คุณไม่รู้ เช่น คุณบอกว่าคุณไม่เก่งเขียนโปรแกรม … แล้วผมขอถามคุณหน่อยว่ามันมีคนเก่งด้วยหรอ ? ถ้าคุณไม่เก่งคุณก็หาวิธีทำมันให้เก่งสิครับ รออะไรอยู่ล่ะ ? รอให้หมดทางเลือก ?  แล้วคุณก็จบออกมาเป็นมนุษย์แบบอยู่ไปวันๆหรอครับ ? ณ ตอนนี้คุณมีเวลาอยู่ทำไมคุณถึงไม่ลงมือล่ะ เขียนโปรแกรมไม่ยากหรอก เจ็บบ่อยๆแก้โปรแกรมบ่อยๆ ก็จะช่วยได้แหละ หาวิธีทุกอย่างที่จะทำให้คุณทำมันให้เป็นให้ได้ หนังสือซื้อสิ หาอังกฤษไม่ออกก็ต้องหาของคนไทยเขียน เล่มเดียวไม่รู้เรื่องก็ซื้อเล่มอื่นสิ สองเล่มไม่รู้ก็หาอ่าน หาถามคนก็ได้รุ่นพี่เยอะเยะ ในเมื่อมีทางทำให้คุณเก่งแต่คุณไม่เลือกทำมันแล้วคุณจะมาบอกคนอื่นว่าคุณทำไม่เป็น … หรอครับ ?

เอาล่ะเมื่อคุณเริ่มก้าวเดินกับโปรเจ็คของคุณแล้วว่า คุณต้องจดในสิ่งที่คุณติดปัญหาต่างๆจะช่วยให้คุณเติบโตขึ้น คุณจะรู้เรื่องว่าทำไมมันต้องทำอย่างนี้ อย่างนั้นเก็บไว้เป็นประสบการณ์ สามารถแก้ปัญหาครั้งต่อไปได้ ไม่มีใครไม่ล้มก่อนจะวิ่งได้นะครับ หากคุณทุ่มเท ผลตอบแทนก็ต้องได้ตามสิ่งที่คุณลงมือลงแรงแน่ๆ หากคุณไม่ขยับเลย ก็อย่าหวังอะไรจากใครครับ แม้แต่ตัวคุณเองยังไม่ทำเลย คนอื่นจะทำให้คุณหรอครับ ?

เมื่อจดปัญหาแล้วไม่สามารถแก้ไขได้จริงๆ แบบคุณหาทางแล้วไม่เจอ ( แต่ก็ไม่ค่อยจะเชื่อหรอกว่าไม่เจอ ) คุณก็ถามคนอื่น บุคคลที่ผมได้กล่าวถึงแล้วคุณ ทางแก้ไขมันมีอยู่แล้วมันไม่มีทางที่จะไม่มีแสงสว่างท่ามกลางความมืดหรอกครับ มันมีแน่ๆคุณต้องหามันให้เจอให้ได้ !!! เมื่อคุณเจอทางแก้ไขแล้วคุณก็ต้องประเมินว่าต้องใช้เวลานานหรือเปล่า มีทางอื่นไหมที่ทำให้สำเร็จได้เร็วกว่านี้

สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะเน้นย้ำเสมอคือ คุณต้องลงความพยายามอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเรื่องไหนในโปรเจ็ค ไม่ใช่บอกว่ารอให้ถึงเวลาก่อน ขอดูละครก่อน ขอเล่นเกมก่อน ผมอยากจะบอกว่ามันหมดเวลาสนุกแล้วสิ ~ โปรเจ็คจบคือความภาคภูมิใจของคุณ คือสิ่งที่เป็นเหมือนหลักประกันความสามารถของคุณ อาชีพทาง IT ไม่ได้มองที่เกรด เขาบอกว่าคุณ ทำอะไรมา ? ไอเดียของคุณคืออะไร สิ่งเหล่านี้คุณจะต้องทุ่มเทกับมัน ใส่ทั้งแรงและความรักกับมัน ให้เวลากับมันเยอะๆ ลืมไปได้แล้วกับความฝันทำงานง่ายๆได้เงินเยอะๆ ถ้ามีจริงคนทำกันหมดแล้ว เพราะว่ามันยาก เพราะว่ามันคือความสามารถ เขาถึงได้เลือกคุณ เพราะคุณมีความสามารถถึงทำมันได้ การได้รับการยอมรับไม่ได้โชคดี มันคือการยอมรับในฝืมือและสิ่งที่ทำ

สิ่งที่ยาก …

ว่ากันยาวยังไม่ได้บอกกับสิ่งที่ยากเลย ฮ่าๆ เอาล่ะ ! ผมอยากจะบอกพวกคุณว่าสิ่งที่ยากของคุณคือ

  • การเริ่มต้นลงมือทำ
  • ทัศนคติการคิดของคุณ

แค่สองอย่างนี้ที่โครตจะเปลี่ยนยากแต่เปลี่ยนได้นะ การเริ่มต้นลงมือทำคุณจะมีข้ออ้างประมาณพันกว่าล้าน ( เยอะไป ) แต่เชื่อเถอะคุณมีแน่ๆ แค่คิดจะเริ่มต้นลงมือ ทุกอย่างยากตอนเริ่มต้นจริงๆครับ เรื่องการทัศนคติการคิด คุณอาจจะไม่ได้เปลี่ยน ณ ตอนนี้ผมอยากให้คุณเข้ามาอ่านบทความนี้บ่อยๆ อ่านให้เข้าถึงว่าผมต้องการจะบอกอะไรแก่คุณ คุณต้องทำอะไร ณ ตอนนี้

ชีวิตคือการเรียนรู้นะครับ หากตอนที่คุณหยุดวิ่ง … แน่นอนครับว่ามีคนวิ่งนำคุณอยู่แน่ๆ แต่คุณแค่มองไม่เห็นคนเหล่านั้นจนกระทั่งวันที่คุณไปสมัครงาน จนกระทั่งคุณได้สร้างกิจการ จนกระทั่งคุณได้เจอคนเหล่านั้นคุณจะเข้าใจครับ คนเราจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้ เพียงแต่ผมอยากเตือนคุณว่าการที่คุณลำบากนั้น มันมีผลตอบแทนคุณแน่ๆ ดีกว่าคุณใช้เวลาที่เปล่าประโยชน์ คุณคิดดูว่าตลอดเวลาที่คุณเรียนใน มหาลัย 4 ปีคุณทำอะไร แล้วคนอื่น มหาลัยอื่นทำอะไร คุณเอาเวลาที่จะมาทำโปรเจ็คแค่แปปเดียวไปสู้กับคนที่ทุ่มเทมาตลอด 4 ปีมันจะได้ ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นโปรเจ็คจบมันแค่จุดเริ่มต้นให้คุณได้ออกวิ่ง จะช้าหรือเร็วอยู่ที่ตัวคุณ คุณจะไม่วิ่งเลยก็ได้ แต่เวลาที่ใช้ไปเอาคืนไม่ได้แล้ว ผมเรียกว่า ภาวะที่มานั่งเสียดายเวลาอย่างนี้ ว่า กรรมตามสนอง คุณก็ต้องแก้กรรมของคุณโดยการศึกษาซะ ! ลงมือซะ ! ไม่ต้องมีข้ออ้างทำมัน ใครไม่ทำเราก็ทำสิ รอให้เพื่อนคุณขยับทำไม ?

หากแต่ว่า 4 ปีที่คุณทำมามันคุ้มค่ากับคุณแล้วผมก็คิดว่ามันคงดีสำหรับคุณแน่ๆ แต่หากไม่คุ้มค่าคุณควรจะทำอย่างไร ณ ตอนนี้ ? เรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่ปล่อยให้ชีวิตมีคนอื่นมากำหนดจูงเราอยู่เรื่อยๆ คิดอะไรทำซะ ลงมือเลย !!!!

สุดท้ายที่อยากจะฝาก

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากเลยคือเรื่อง ภาษาอังกฤษ คุณควรจะเรียนรู้ไว้แน่ๆคุณได้ใช้มันแน่นอนในอนาคตไม่ไกล ผมก็ไม่ได้เก่งแต่ผมก็พยายามเรียนอยู่ไม่ใช่ทำงานแล้วจบกัน ความรู้ไม่ต้องพัฒนา ใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่ออะไร คนเราเกิดมาซักครั้งควรจะทำอะไรที่มันเต็มที่สุดๆ ภาษาโครตสำคัญ อย่านึกว่าประเทศเรามีภาษาของเรา เราจะรอให้คนอื่นมาเรียนรู้หรอครับ ? ภาษาอะไรที่ควรจะเรียนก็เรียนซะ

เมื่อเรากำลังทำอะไรที่มันไร้สาระสำหรับชีวิตเราอยู่นั้นเราควรจะถามตัวเองบ่อยๆว่า “ตอนนี้เราทำอะไรอยู่ ?” ถามตัวเองบ่อยๆ โปรเจ็คของคุณได้เริ่มหรือยัง ? ไอเดียหาไม่ได้ก็ออกไปหาสิ ในเน็ต เพื่อน รุ่นพี่ ไม่มีใครรังเกียจคุณหรอกเพียงแต่คุณต้องเป็นคนก้าวออกไปหาทางออกด้วยตัวเองไม่ใช่ให้คนอื่นแบกคุณออกไป สิ่งที่เป็นไอเดีย ความฝันของคุณ คุณก็ต้องสร้างมันด้วยตัวเอง เมื่ออ่านจบแล้วคุณ ต้องเริ่มทำเลยอย่าบอกว่าเย็นนี้ อย่าบอกว่าทีหลัง อย่าบอกว่าไปทำนู้น นี่ ก่อนผมเชื่อเลยว่าคุณไม่ได้ทำมันหรอก คุณก็แค่ หาข้ออ้างไม่ทำมันต่างหากล่ะ 

จุดไฟ ขึ้นมาความพยายามเรามีไม่แพ้ Mark หรอกเราทำแบบ Facebook ได้ถ้าเราอยากทำ เราขาดอะไร อะไรที่เราต้องรู้ตอนนี้ เราเป็นได้ทุกอย่างหากเราได้ ทุ่มเท พยายาม ผมเชื่อว่าคุณทำได้แน่ๆ และทำได้ดีกว่าผมด้วย พยายามเข้าครับ วันนี้ไม่เจอทางออก พรุ่งนี้ก็ต้องเจอ !! ไม่มีความมืดไหนไม่มีแสงสว่างครับ ขอบคุณครับ

ชอบเนื้อหาแบบนี้ไหมครับ ?

ถ้าชอบอย่าลืมติดตามง่ายๆด้วยการกรอกอีเมลของคุณในช่องด้านล่าง ผมจะส่งบทความดีๆเกี่ยวกับ programming, event, lifestyle ต่างๆมาสรุปให้แก่คุณก่อนใคร และยังมีกิจกรรมดีๆ ซึ่งคุณจะไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน

เป็นโปรแกรมเมอร์ที่ตามหาคุณค่าของชีวิตและความฝันในวัยเด็ก ชอบเล่นเกม เรียนรู้ทุกอย่าง ชอบเจอคนใหม่ๆ งานสังคมทุกชนิด ออกกำลังกายในวันว่าง อ่านหนังสือ มีเว็บรีวิวหนังสือด้วย www.readraide.in.th