มุมมองจากรุ่นพี่ค่าย YWC สู่รุ่นน้อง

หลังจากกลับค่าย YWC ( Young Webmaster Camp ) ครั้งล่าสุดมาน้องๆหลายๆคนได้เขียนความรู้สึกและส่งผ่านความรู้สึกนั้นใส่บล๊อกของตัวเอง เพื่อน พี่น้องต่างๆซึ่งการที่ผมได้ไปไล่อ่านนั้นทำให้มีไฟและอยากกลับมาแชร์เรื่องราวความเป็นมา ความคิดเห็นต่างๆและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากค่ายนี้กันครับ

การเตรียมงาน

การเตรียมงานของค่ายหนึ่งค่ายนั้นไม่ได้ง่ายเลย เพราะต้องมีการวางแผนประชุมแบ่งหน้าที่ ซึ่งความลำบากของตัวมันคือ ทุกคนชอบอ้างเรื่อง “เวลา” ซึ่งเป็นเรื่องที่ใช้กันทุกปี และคนที่ทำงานจริงๆนั้นจะเหลือเพียงหยิบมือส่วนใหญ่ที่เห็นๆคือ 10% จากค่ายจะกลับมาเป็นคนทำค่ายรุ่นต่อไป แต่ค่ายครั้งที่ 10 ครั้งนี้ไม่เหมือนกันมีน้องๆให้ความร่วมมือสูงมาก อาจจะเพราะรุ่นนี้พิเศษกว่ารุ่นอื่นๆตรงหนีน้ำท่วมมาจัดทีหลังทำให้มีไฟกันอยู่ด้วย (คิดเอง) ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะอะไร ?

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมาก … เน้นว่ามาก ค่ายนี้ทำฟรีไม่ได้เงินเลยคนจัดไม่ได้อะไรเลยแต่สิ่งที่ได้กลับไปนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะซื้อขายกันได้ เป็นสิ่งที่ต้องไปประสบพบเจอด้วยตัวเอง ถามว่าทำไมถึงได้ทราบ เพราะว่าตอนที่ทำรุ่น 6 นั้นบอกตรงๆว่า “เกือบจะทิ้งค่ายแล้ว” ตอนนั้นถูกกดดันหลายอย่าง และมีความคิดหนึ่งที่ว่า “ทำไมเราต้องทำฟ่ะ … โดนด่าอยู่คนเดียวคนอื่นไม่ได้มารับรู้อะไรเลย” ค่อนข้างเห็นแก่ตัวแบบสุดๆแต่แล้วก็อดไม่ได้ที่ว่าคนเขาทำกันมาถึงรุ่นเราได้ แล้วทำไมเราทำไม่ได้ฟ่ะ กดฟันสู้ต่อจนทำค่ายสำเร็จในรุ่นเรา ซึ่งเราได้เพื่อนที่ดีมากๆจากการที่เราสู้ต่อในครั้งนั้น อาจจะเรียกได้ว่าสนิทมากจริงๆ

รุ่นนี้ก็ทำได้ดีมีปัญหานิดๆน้อยๆพอเป็นอุปสรรคให้รู้จักแก้ไข แต่สิ่งสำคัญคือต้องบอกว่าด้วยว่า รุ่นที่กำลังทำค่ายนั้นได้เตรียมอะไรไปบ้างแล้ว ติดปัญหาอะไร เพื่อว่ารุ่นพี่เคยเจอปัญหาพวกนี้แล้วจะได้ช่วยได้เร็วไม่ใช่มารอ รุ่นพี่พร้อมที่จะช่วยแนะนำ แต่ไม่ได้ทำให้ ซึ่งการลงมือนั้นต้องเป็นน้องๆที่ทำค่ายรุ่นนั้นทำ เพราะว่ามันมีความหมายกับน้องเมื่อน้องๆได้ลงมือทำมัน

วันสัมภาษณ์

วันนี้จะเป็นหนึ่งวันที่น้องๆที่จัดค่ายจะต้องสู้รบเหมือนสงครามเลยเพราะว่าจะมีปัญหาเฉพาะเยอะมากกกกกกกกกกกกกกก การที่น้องมาสอบสัมภาษณ์นั้นจะมาเร็วกว่ารุ่นพี่ มาแล้วจะต้องทำอะไร ต้อนรับอย่างไร แล้วที่ตกลงกันตอนประชุมล่ะ ความบรรลัยต่อมาคือ หากมีเพื่อนที่ไม่เคยประชุมเลยโผล่มานั้น เราจะต้องดูแลทั้งสองฝ่ายเพราะว่าเพื่อนที่มาอยากช่วย แต่จะมีประเด็นคือ “อยากช่วยนะ … แต่ไม่รู้จะช่วยอะไร” อันนี้ข้ออ้างสุดยอดเลย ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ก็อย่างที่บอกจะยุ่งมากๆ ซึ่งรุ่น 9 ก็ทำออกมาได้ดี ผลัดกันไปรับน้อง ผลัดกันบอกกรรมการ พี่ได้เห็นน้องๆพยายาม support ทุกคนซึ่งงานมันออกมาโอเคมากๆ อาจจะขรุขระไปบ้างแต่ก็เป็นสีสันให้เราต้องพบเจอเป็นประจำ

ไปค่าย (ซักที)

บอกตรงๆว่างานค่ายไม่ค่อยได้ยุ่งซักเท่าไร เพียงแต่หน้าที่ของรุ่นพี่คือ ให้คำปรึกษาน้องๆในกลุ่มที่ดูแลหรือไม่ก็ทุกกลุ่มไปเลย เพราะว่ามุมมองน้องๆที่เป็นพี่เลี้ยงก็ยังไม่กว้างพอ สำหรับบางคนนะ บางคนก็เก่งกว่ารุ่นพี่เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่สำคัญและเคยเกิดขึ้นคือ ห้ามรุ่นพี่ปีโตหรือแม้แต่พี่เลี้ยงยัดความคิดตัวเองใส่งานน้อง ซึ่งไม่แนะนำอย่างยิ่ง แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มีหรอก เพราะการให้น้องคิดเองทำเองมันย่อมดีกว่าการให้น้องคิดตามและทำตามอย่างแน่นอน หลายๆคนเห็นพี่ไปแนะนำทุกกลุ่มนั้นก็อยากรู้ด้วยว่ามีรุ่นพี่ทำอย่างนี้หรือเปล่า และอีกอย่างคือไปให้คำแนะนำจริงๆว่า ไอเดียที่หาไม่ได้จริงๆอ่ะ นั่นคือหาไม่ได้เลยหรือว่าคิดเอาง่ายว่าจะทำอย่างนี้อย่างนั้น การให้ทุกคนเขียนอะไรก็ได้ลงในกระดาษเนี้ย เพราะว่าไอเดียดีๆมักจะมาตอนที่เราพูดเยอะๆ คิดเยอะๆ และไม่ได้ออกมาแบบตั้งใจ แต่จะออกมาแบบนั่งถกเถียงกับเพื่อนในกลุ่มอยู่แล้วแบบว่า … เฮ้ย ! อย่างนี้สิว่ะ เป็นต้น

การที่เขียนไอเดียในกระดาษจริงๆแล้วมันเขียนได้เยอะมากหากน้องๆรู้จักการไล่ความคิดได้เช่นสมมติว่าเขียน คำว่า “เกาหลี” เมื่อเขียนเสร็จให้เราพยายามคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นก่อน อย่าเพิ่งรีบไปคิดอย่างอื่น ให้คิดว่า เอ๊ะ ! แล้วเกาหลีเนี้ยมันมีอะไรเกี่ยวข้องได้อีกน้า ? ก็อาจจะเป็น “นักร้อง” อ่า … กำลังดัง “อาหาร” อืมอันนี้ก็ใช้ได้ “สถานที่” เอ่อหรือว่าทำเว็บเกี่ยวกับเที่ยวเกาหลีโดยเฉพาะเลยดีป่ะ !!!? “เครื่องสำอางค์” เอ่อแหล่มนะทำเป็นเล่นสาวไทยซื้อกระจาย เห็นป่ะว่าแค่ตัวอย่างยังคิดออกมาได้เรื่อยๆ แล้วให้น้องๆ 8 คนช่วยกันมันต้องมีเยอะมากๆ และเอา mix&match กันได้อีก โอ้ว สนุกเป็นบ้า !!

ปีนี้ได้ไปนั่งเป็นกรรมการฟันธงนิดหน่อยแต่ก็ดีถือว่าได้โอกาสครั้งแรก ซึ่งได้นั่งข้างพี่ป้อม ผมเลยไม่ค่อยกล้าจะเสนออะไรไปเพราะว่ามุมมองของพี่ป้อมก็กินขาดอยู่แล้ว แต่ก็ดีได้เริ่มต้นแล้วในการเดินทางด้านนี้ :)

สิ่งที่เพิ่มมาและสิ่งที่หายไป

จริงๆแล้วเราเป็นคนชอบการเปลี่ยนแปลงนะ ได้ลองอะไรใหม่ๆอย่างที่รุ่น 8 ทำมาก็ถือว่าดีมากๆแหละรุ่น 9 ทำต่อให้รุ่น 10 ก็ดีอีกเช่นกัน งานสีสันนั้นดีมากและได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากรุ่นพี่รุ่นน้อง บอกตรงๆเราชอบนะกิจกรรมอันนี้ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือเรื่องการอบรม ซึ่งแต่ก่อนเป็นการว๊ากน้องเราก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร แต่เราขอเรียกการอบรมแล้วกัน บางครั้งน้องๆมีการเกินเลยทั้งวาจาและการกระทำ ซึ่งบางทีเราเห็นหรือไม่เห็นทั้งสองอย่าง แต่เราก็อยากให้น้องรู้ไว้ว่าเวลาที่ได้มาค่ายแล้วอย่าปล่อยเวลาเปล่าประโยชน์ การเอาเวลาไปเล่น FB หรืออย่างอื่นมันเป็นการเสียโอกาสมากๆ เสียยังไง ? น้องๆลืมไปหรือเปล่าว่ากว่าน้องๆจะได้มานั่งเล่น FB ที่ มน. น้องๆผ่านอะไรมาบ้าง สัมภาษณ์ เอาที่นั่งคนอื่นที่เขาอยากมาค่ายจริงๆ แต่ไม่ติด เอาโอกาสของคนอื่นมาทำแบบนี้ ลองคิดกลับกันว่าถ้าเป็นเราอ่ะ เราไม่ติดค่ายแล้วเห็นคนในค่ายทำอย่างนี้จะรู้สึกอย่างไร

น้องไม่ได้ผ่านค่ายมาด้วยตัวน้องเองคนเดียวนะแต่น้องได้รับฝากโอกาสและความหวังของคนอื่นมาด้วยโดยไม่รู้ตัว ณ จุดที่เราได้มายืนนี้นั้น อยากให้น้องๆลองคิดดูด้วย ซึ่งจากตัวอย่างที่หยิบยกมานั้น ก็น่าจะพอมองออกแล้วว่า บางทีเราก็พลาดอะไรไปหลายอย่าง แต่พี่ก็คงไม่ได้ไปดุด่าเหมือนเด็กๆ เพียงแต่ถ้าหากได้อ่านแล้วนำไปคิดต่อ ก็จะขอบคุณมากๆ

สุดท้าย

การได้มาค่ายทุกปีทุกครั้งทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่เสียใจเลยที่เรามาติดค่ายนี้ในนาทีสุดท้ายที่แทบจะหมดทางแล้ว ทุกสิ่งอย่างที่ได้รับมันมากเกินกว่าจะพูดหรือพิมพ์ออกไปได้หมด เรารู้สึกว่า การที่เราได้รู้จักพี่น้องในค่ายนี้มันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ทุกๆปีที่เรากลับไปช่วยเหลือเราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้รับสิ่งใหม่ๆเสมอ มันอาจจะเป็นเสน่ห์ที่เราได้พบกับค่ายนี้ หากวันใดที่เรามีปัญหาเรานึกอยู่เสมอว่ายังมีครอบครัว YWC เนี้ยแหละที่เราจะพึ่งพาได้เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร สุดท้ายและท้ายสุด … เราขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านแม้ว่าจะไม่ได้เด็กค่ายก็เถอะนะ เราอยากขอบคุณรุ่น 6 ที่อยู่ด้วยกัน ณ ปัจจุบันถ้าไม่มีพวกเขาคงไม่มีเราวันนี้

 

ขอบคุณครับ …

One response to “มุมมองจากรุ่นพี่ค่าย YWC สู่รุ่นน้อง”

ฝากข้อคิดเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: