[งาน Event] ไปงาน Start it up , Power it up ! ทาง Thumbsup ep2

Start it up, Power it up
Start it up, Power it up

เอาล่ะครับหลังจากที่เราพักหายใจหายคอกัน 15 นาที บ้างก็แลกเปลี่ยนความคิด บ้างก็ได้เจอเพื่อนใหม่ในวงการ start up เหมือนกัน มันทำให้สถานที่ Hubba เต็มไปด้วยความหวังและปลุกไฟ ให้แต่ละคนอย่างเห็นได้ชัดเจน เรียกได้ว่าการมางานครั้งนี้ของผมนั้นไม่เสียโอกาสเลยจริงๆ โดยของว่างพักเบรค ยังเป็นของ start up ที่เกี่ยวกับขนมเลยครับ

ฟันฟิซ
ฟันฟิซ

ขอบอกเลยว่าอร่อยมาก!! ยืนยันได้จาก อ. ศุภเดช ( @ripmilla ) เลยทีเดียว เอาล่ะงั้นเราไปเริ่มช่วง 3 กันต่อเลยเดี๋ยวเสียอารมณ์กันซะก่อน : )

ช่วงที่ 3 (แนะนำ e27 และสนทนาอัพเดตทิศทางล่าสุด startup ในภูมิภาคเอเชีย) โดย @chyutopia @mimee

ช่วงนี้ได้แขกรับเชิญที่บินจากสิงคโปร์โดยเป็นคนของ e27 ชื่อว่า Mr. Gabriel Yang โดยเป็น Section ภาษาอังกฤษ แล้วมีพิธีกรค่อนสรุปให้สำหรับคนที่ฟังอังกฤษไม่ออกถือว่าโชคดีมาก ( ไม่งั้นผมฟังไม่ทันจริงๆ )

Gabriel
Gabriel

โดยคุณ gabriel นั้นได้มาพูดถึง e27 ว่าทำอะไรบ้าง เติบโตมาได้อย่างไร โดยเริ่มจากการเขียนบล็อก คล้ายๆ Thumbsup นั้นแหละแล้วก็เริ่มเติบโตจนมองเห็นโอกาสที่จะจัดงาน event นั้นคือ Echelon ซึ่งเป็นเวทีให้กับ start up ได้มาแข่งขันและได้แลกเปลี่ยนความคิดของแต่ละคนกัน โดยคุณไผทก็ไปชนะในงานนี้ด้วย ( wow !! ) โดยเขาได้บอกว่าในช่วงแรกนั้นลำบากมาก สิ่งที่เขากินคือ … มันคล้ายๆกับหัวปลา คล้ายปลากระป๋องบ้านเราแหละ เขาบอกว่าเขาต้องกินอย่างนี้ไป 6 เดือน และในตอนนั้น ทางรัฐบาลของเขานั้นยังไม่มี eco system ที่จะมาช่วยเหลือเกี่ยวกับ start up ด้วย

gabriel talk to e27
gabriel talk to e27

โดยถามว่าท้อไหม เขาก็บอกว่าท้อนะ แต่ก็ยังทำต่อไม่ยอมแพ้ และเมื่อปี 2009 นั้นเขาได้เข้าร่วมจัดกิจกรรมกับพวกแบนด์ใหญ่ๆ จนปีต่อมาจึงจัดงาน Echelon นั่นเอง เขามองเห็นคนที่มีความสามารถเยอะมาก และเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่เป็นโอกาสของตัว e27 อีกด้วยที่จะก้าวไปสู่ระดับภูมิภาค ( Regional )  ข่าวที่เขาเขียนลงบล็อกตอนแรกๆนั้นเป็นเฉพาะกลุ่มมากๆ และถึงมีช่วงหลังๆนั้นเพิ่งจะมี ไต้หวันและญี่ปุ่นมาตามอ่านเหมือนกัน โดยงาน Echelon ปีที่จัดล่าสุดมีผู้มาร่วมงานประมาณ 1,000 คน ( ถือว่าเยอะมากๆนะครับ ) เพราะตัวเขาเองบอกว่าในปีแรกที่จัดนั้นมีแค่ 3 โปรเจคกับคนอีกประมาณ 50 คนเท่านั้นคุณคิดดูภายใน 2 – 3 ปีจัดงานใหญ่ได้

gabriel talk to e27
gabriel talk to e27

สิ่งที่เขามองเห็นและจุดประสงค์ของงานก็มีดังนี้

  • เป็นสถานที่ได้แลกเปลี่ยนไอเดีย เพราะไอเดียบางคนมันเจ๋งแต่ต้องให้คนอื่นช่วยปรับๆให้มันเข้าที่
  • บางคนที่ไอเดียเจ๋งแต่ยังนำเสนอไอเดียได้ไม่ดี งานนี้จึงเป็นดังเวทีให้มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์
  • ได้เจอคนที่ start up เหมือนๆกัน

คำถามว่าทำไมเราถึงต้องไประดับภูมิภาค

  • เพราะเราได้เห็นการเติบโตที่สามารถไปสู่ระดับนั้นได้ เขาบอกว่าคนขายขนมปังปิ๊งยังไประดับนั้นได้เลยทำไมเราจะทำไม่ได้
  • เขาอยาก Giving Back คล้ายๆกับแบ่งปันสิ่งดีๆกลับคืนสู่สังคมบ้าง
  • ได้เดินทาง ( ฮา เหมือนจะพูดเล่นแต่นี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุจริงๆนะเออ ! )

Q&A

ถาม: ในช่วง 6 เดือนที่ Fail นั้นมีการผลักดันตัวเองอย่างไรให้ผ่านจุดนั้นมาได้ ?
ตอบ: เขาบอกว่าทุกๆครั้งที่มีความคิดจะท้อ จะเลิกเราจะมีสองทางเลือกเสมอนั่นคือ ทำต่อ หรือว่า เลิกทำซึ่งในกลุ่มก็พยายามขับเคลื่อนต่อไปให้ได้ ไม่ยอมแพ้และมองเห็นจุดหมาย

ถาม: มีตัวอย่างที่สำเร็จในงาน Echelon บ้างไหมครับ ?
ตอบ: 10 Q อันนี้ผมฟังไม่ชัดว่าใช่หรือเปล่า เป็น start up ทำ Mobile Security โดยตอนนี้ Mcafee ซื้อไปแล้วคงหลายตังค์อยู่แหละ ตัวอย่างในประเทศไทยก็พี่ไผทจาก Builk.com เนี้ยแหละ

ถาม: มีคำแนะนำอะไรให้กับ Start up ไทยบ้าง ?
ตอบ: หาคนที่เหมาะสมกับเรา ให้ลองไปที่ Linkedin ถ้าคุณยังไม่สร้าง Account  ก็สร้างซะเลย และเกือบทุกคนที่เป็นวิทยากรนั้นยังคงเน้นย้ำว่า ภาษาอังกฤษโครตสำคัญ  ให้เราหัดอ่านเนื้อหาอย่างอื่นบ้างไม่ใช่จะอ่านแต่ Tech กันอย่างเดียว ให้ดูความเปลี่ยนแปลงรอบตัวเราด้วย

มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ แต่ ! … ความมุ่งมั่นกับความดื้อที่จะทำมันมีเส้นบางๆอยู่ ฉะนั้นต้องหาคนมาช่วยตบความคิดเราด้วย

คุยกับพวก VC/Angel บ่อยๆจะได้ไอเดียในระดับใหญ่ และมองหา VC/Angel ที่เหมาะสมกับเราจริงๆ

หากใครอยากติดต่อเขาก็ได้ที่ [email protected] หรือ @gabtwitx

Gabriel กล่าวถึง e27
Gabriel กล่าวถึง e27

ช่วงต่อไปนั้นเป็นช่วงสุดท้ายซึ่งต้องแยกห้องกันให้เลือกระหว่าง 2 หัวข้อคือ

  • ทิศทาง startup ไทย ทำอย่างไรให้เติบโต? (Moderator : @jakrapong)
  • Business Model Startup แบบไหนถึงเวิร์ค? (Moderator : @charathbank)

ซึ่งผมเลือกหัวข้อ Buusiness Model Startup แบบไหนถึงเวิร์คครับส่วนตัวคิดว่าหัวข้อแรกน่าจะเป็นคนที่ได้เริ่ม Start up ไปบ้างแล้วจึงคิดว่าหาไอเดียน่าจะเหมาะกว่า และได้เจอ @dominixz มานั่งคุยกันในห้องนี้ด้วย แต่อีกหัวข้อก็น่าเสียดายไว้ถ้ามีคนเขียนถึงหัวข้อนี้ผมจะมาแชร์ให้อ่านนะครับ ; )

ช่วงที่ 4 Business Model Startup แบบไหนถึงเวิร์ค ? โดย @charathbank

@charathbank พี่ไผทจาก Builk.com
@charathbank พี่ไผทจาก Builk.com

จริงๆมีวิทยากรอีกคนคือ พี่ไผทหรือพี่โบ๊ทเจ้าเดิมมาร่วมแจมด้วยอีกคน โดยหัวข้อนี้จะเป็นการ sharing Idea กันโดยใครมีไอเดียอะไรก็นำเสนอกันเต็มที่ พี่แบงค์ ( @charathbank ) บอกว่าไม่ต้องกลัวคน copy เพราะว่าถึงทำเสร็จแหม่งก็มีคน copy อยู่ดี ( ฮา ) หัวข้อที่พี่แบงค์เตรียมมานั้นมีตัวอย่างของ Business Model ให้ดู 5 ตัว เดี๋ยวผมจะไล่ให้ดูนะครับ และก็แนะนำเกี่ยวกับเรื่อง Good Business Model ว่าส่วนใหญ่ Dev ไม่ค่อยจะคิดกันเท่าไร ( ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ ) สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ

  • Clear ว่าเราจะขายใคร อะไร เท่าไร อย่างไร
  • Correct and reusable คิดมาแล้วต้องใช้ได้จริงและสมเหตุสมผล
  • คิดถึงภาพรวมมุมมองด้าน User เพราะเวลาเราคิดอะไรชอบคิดเข้าข้างตัวเอง ให้ถามคนใช้ ถามคนอื่นบาง คุณจะขายเขาคุณก็ควรจะรู้จากเขาบอกว่าต้องการอะไร แต่ … ไม่ใช่ทั้งหมด
  • Innovation สิ่งที่พัฒนามาจะเกิดขึ้นได้จริงๆใช่หรือไม่
บรรยากาศในห้องเรียน hubba
บรรยากาศในห้องเรียน hubba

ส่วนตัวอย่าง Business Model นั้นมีอยู่ 5 ตัวคือ

  1. Brick to Click พูดง่ายๆคือเปลี่ยนจาก offline สู่ online อะไรที่มันเป็น manual ก็จัดมาทำแบบ click ซะ
  2. Information Delivery คือ การส่ง Content ทุกอย่างให้ถึงมือเร็วๆ ทำอย่างไรให้ Content มีมูลค่าขายได้
  3. Online Shopping / Auction Business Model คือ พวกแนวๆให้ข้อมูล shopping ที่ไหนถูกที่สุดในวันนี้ วันข้างหน้ามีอะไร Sale ข่าวสารโปรโมชั่น
  4. Subscription Business Model แนวเก็บรายเดือน สมัครสมาชิกแล้วก็เก็บรายเดือน ใช้โปรแกรมนี้แล้วเก็บรายเดือน
  5. Razor and Blade Business Model ตรงๆก็คือให้มีดโกนกับคนไปก่อนวันหนึ่งถ้ามีดโกนไม่คมหรือเสีย เขาก็ต้องมาซื้อเราอีก แนวให้ของก่อนเก็บเงินทีหลัง

อันสุดท้ายจะคล้ายๆกับ Freemium แต่ไม่เหมือน Freemium นั้นจะเป็นการให้ฟรีเลยแต่ไปเก็บค่าบริการอย่างอื่นเช่น ให้ iphone ไปเลยและคุณมาใช้ Data ของเรานะประมาณนั้น

มีคนถามว่า: ถ้าสิ่งที่เราคิดหรือโปรเจคของเรานั้นมันยังไม่ถึงเวลาของมัน เราควรจะทำอย่างไรดี ?
พี่ไผท: ก็ต้องหาเงินมาเป็น run way ไปเรื่อยๆ แล้วพี่เขาก็ยกตัวอย่างมาว่าที่เมืองนอก มีบางโปรเจคยังขอเงินมาหลายปีแหละ ยังมีเลย ส่วนมันจะมีเรื่อง Moment ที่จะทำต่อไม่ทำต่อด้วย เขาได้เล่าต่อว่า …

ก่อนจะมาทำ Builk.com นั้นเขาได้ทำ ERP มาก่อน ตอนแรกกะไว้ว่าจะขายแค่  5 – 6 หมื่น แต่ก็เจอปัญหาเจอเช่น แก้ไขยาก bug เยอะ ขายยาก ตอนแรกกะว่าจะลงทุน 1 ล้านบาท ไปๆมาๆเสียไป 2 ล้านบาทซะงั้น

@charathbank พี่ไผท builk.com
@charathbank พี่ไผท builk.com

ตอนแรกกะว่าจะทำ Builk.com เป็น subscription แต่เจอศพโปรแกรมบัญชี online ซะก่อนเลยไม่กล้าทำ ( ศพ ในที่นี้หมายถึงโปรแกรมที่มันขายไม่ออกแล้ว เจ๊ง ! ) ซึ่งมันมีเยอะมากๆ ขนาดแผนแรกที่เขาคิดแล้วไปชนะที่จุฬาด้วยนะเออ ! พี่เขายังไม่ใช้เลยและหันมาให้ใช้ FREE !!! เพราะเขาบอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง และตอนนั้นเพิ่งมารู้จัก Page View ซึ่งทำงานเสร็จหมดแล้ว ไม่ทราบว่าต้องใช้ด้วยและเพิ่งทราบว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่พี่เขาก็ไม่ได้ขายกันที่ Page View เขาไปขายอย่างอื่น … นั่นคือ

User usage time เวลาที่เขาใช้กับหน้าเว็บของเขา ( ซึ่งตรงจุดนี้ผมประทับใจมาก การที่คนเราอยู่จะมีแนวคิดอย่างอื่นจากกรอบที่ตัวเองคิดเนี้ยมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะครับ ) ซึ่งใช้เวลาเฉลี่ยถึง 33 นาที อย่างเว็บผม อยู่ถึง 10 วิหรือเปล่ายังไม่รู้เลยแต่เฮียแกเคลมตรงนี้ได้ ซึ่งเขาบอกว่า เราอย่างคิดจะวิ่งนำหน้ากับคนที่วิ่งนำหน้าเร็วที่สุด แต่ให้คิดว่าบางทีเราอาจจะเป็นคนที่วิ่งถอยหลังเร็วที่สุด ( ก็เป็นด้ายยยยยย ) ชอบมาก ไอเดียนี้

มีคนแชร์ไอเดียว่า: เพื่อนของเขานั้นทำเว็บซื้อขายถุงยางก่อนที่รัฐบาลจะรณรงค์ ซึ่งดันมีคนยอมซื้อแค่ 1 อันราคา 10 บาทแต่ค่าส่ง 50 บาท ( เอ่อ คิดดูสิว่าทำไม ? )

พี่ไผทบอกต่อว่าให้เอาโลกของคนอื่น ( ในที่นี้หมายถึงว่ามีคนอื่นทำงานอย่างอื่น พี่ไผทแกเคยไปเรียนรู้พวกเครื่องสำอางค์ด้วยนะเออ ! ) มาใส่โลกที่เราถนัดบ้าง เราอาจจะได้ไอเดียใหม่ๆ มา และจะนำมาซึ่งลูกค้าหลายๆประเภทเช่นกัน

พี่ไผท
พี่ไผท

มีคนแชร์ว่า: มีเว็บที่ทำใช้คูปองมาเป็นกองกลางแล้วให้ช่วยกันซื้อสินค้าตัวหนึ่งมาเช่น มีสินค้าอยู่ตัวหนึ่งบอกว่าจะซื้อตัวนี้ต้องมีคนซื้อคูปองเท่านี้นะแล้วจะสั่งทำ อะไรทำนองเนี้ย

พี่ไผทบอกต่อว่า เราไม่ได้ทำ App ไปขายแต่เราทำ Business Model ไปขาย มองหาโอกาสใหม่ๆ ตลาดใหม่ๆ สนใจเหตุการณ์รอบตัวบ้าง

มีคนแชร์ว่า: เคยเห็น game online ที่เปิดให้เล่นฟรีด้วย โดยเอารายชื่อข้อมูลของคนเล่นไปซื้อหรือว่า ไปใช้ต่ออีกที ( เอ่อ เข้าท่าแต่ว่าจะไม่ถูกฟ้องหรือเปล่าไม่รู้แฮะ )

พี่ไผทบอกว่าบางโปรเจคคิดว่าเราขายได้ แต่จริงๆแหม่งขายไม่ได้ ถ้าเราไม่ไปถามคนที่เราจะขายจริง ( เน้นกันอีกที ) ต้องมี Trick ในการนำเสนองาน อย่าง Builk.com ตอนแรกก็ไปของบ CSR เอ่อ เอากับเขาสิ ต่อมากินงบ Marketing

ต่อมามีคนเสนอไอเดียที่ผมคิดว่าเจ๋งมาก แต่บอกไม่ได้จริงๆ ถือว่าเป็นกำไรชนิดที่ว่าคนไปฟังเท่านั้นถึงจะได้จุดตรงนี้ อิอิ ซึ่งสรุปมาได้จากสิ่งนั้นคือ ไอเดีย + timing + มุมต่าง และที่สำคัญคือ ต้อง …

ลงมือทำ !!!!!

ไม่มี Dev ก็หาก็จ้างซะไม่ใช่ว่าจะรอให้ใครมาทำให้ มีความคิดใครก็พูดได้แต่ลงมือทำ มันคือของจริงครับ ทำมันขึ้นมาให้ได้

บรรยากาศคลาส
บรรยากาศคลาส

ก่อนจะจบบทความนี้ ผมก็อยากบอกว่า ใครที่อยากทำ Start up นั้นไม่ใช่ของง่ายหรือยาก มันอยู่ที่ว่าจะลงมือทำเมื่อไหร่ มีความมุ่งมั่นมากแค่ไหน ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะรีบออกขายได้แล้วพอ เพราะว่าถ้าคุณก้าวไปถึงจุดที่ขายได้จริงๆ คุณเลิกไม่ได้หรอก แล้ววันนี้ ตอนนี้ ณ วินาทีนี้คุณคิดอะไรอยู่ อยากทำอะไรไหม ? เริ่มลงมือทำมันหรือยัง ? มีไอเดียแล้วก็หาเพื่อนคุยเลยสิ อย่ารอช้า อย่าคิดว่าไม่ดี ถ้าคุณยังไม่ได้คุยกับคนอื่น เอาล่ะผมเองก็คงต้องเริ่มทำบ้างแล้ว ไปงานนี้ไม่เสียหลายจริงๆ ได้ไฟกับมาพร้อมกับอีก 1 โปรเจคด้วย ถือว่าโชคดีจริงๆ

 

The End @joyz @jarkapong and me ( @oxygenyoyo )
The End @joyz @jarkapong and me ( @oxygenyoyo )

Credit:

  • ขอบคุณรูปสวยๆจาก @kktp ติดตามเขาได้เลยที่ http://facebook.com/ktpphoto ด้วยนะครับที่อนุญาตให้ผมเอามาเติมแต่งบล็อก เพราะผมเองคงไม่สามารถถ่ายรูปสวยๆอย่างนี้ได้เลย
  • ขอบคุณ Hubba สำหรับสถานที่ดีๆ ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ห้องเรียน ห้องประชุมที่น่าใช้ไปหมด
  • ที่สำคัญต้องขอบคุณ Thumbsup ครับที่ทำให้เกิดงานดีๆอย่างนี้ขึ้น และหวังว่าครั้งต่อๆไปผมจะได้มีโอกาสไปร่วมงานอีกครับ