Category Archives: Recommend Book

รวบรวมหนังสือที่ผมอ่านแล้วคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่มาติดตามอ่าน

[แนะนำหนังสือ] 100 สุดยอดไอเดียการสร้างนวัตกรรม

100 idea

วันนี้จะมาแนะนำหนังสือกัน โดยในตอนแรกผมอยากมีไอเดียทำนู้นทำนี่ ตามประสาและตามกระแส start up แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ไม่รู้ว่าว่าไอเดียดีๆนั้นหาจากไหนดี และทำอย่างไรจะได้มันมา คงไม่ได้อยู่เฉยๆแล้วคิดออกได้เลย มันต้องมีที่มาสิน่า …. และก็เข้าร้านหนังสือไปยืนอ่านๆ จนไปเจอเจ้าเล่มนี้แหละครับ

Continue reading

[review] หนังสือ “กินกบตัวนั้นซะ”

eat-that-frog

“พรุ่งนี้ค่อยทำแล้วกัน” , “หว่า … ตอนนี้ขี้เกียจจัง !” , “ปวดหัวอ่ะไว้วันหลังค่อยลงมือ” , “ขอนอนซักนิดเถอะวันนี้เหนื่อยเป็นบ้า” สารพัดกับคำกล่าวอ้างเพื่อให้ตัวเองได้หลีกหนีปัญหาที่ มนุษย์ส่วนใหญ่เป็นกันนั่นก็คือ การ ผลัดวันประกันพรุ่ง แน่นอนเรามีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ดีทุกคน แต่เราทุกคนไม่ใช่คนที่ทำอะไรได้ดี ผมเคยคิดว่าคนเก่ง แหม่งก็คือคนเก่งอ่ะ เราไม่มีวันทำได้อย่างเขาหรอก ผมไม่เคยมีความคิดที่ว่าจะเรียนรู้จากคนเก่ง เพราะมัวแต่คิดว่า ก็คนเก่งมันก็เก่งไง หารู้ไม่ว่าถ้าหากเรามองมุมกลับ ปรับมุมมอง ( คุ้นๆมะ ) คนเก่งเขาก็คือคนเหมือนกันนั่นแหละหว่า เขาทำอย่างไรให้คนอื่นมองเขาเก่งได้ ทำไมเขาทำงาน เรียน หรือทำกิจกรรมได้ดีกว่าเราไปหมดทุกอย่าง เหมือนกับ เขาได้รับของขวัญจากพระเจ้า

Continue reading

Review หนังสือเรื่อง แพลตฟอร์ม ตอนที่ 1 รู้จักของ … รู้จักเวที

platform

วันนี้จะรีวิวหนังสือให้อ่านกันเล็กๆน้อยๆครับ กับเรื่องนี้ Platform เป็นหนังสือที่เหมาะสมกับพวกนักการตลาดและคนที่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเรามีของ แล้วจะทำให้ของที่เรามีนั้นเข้าไปสู่คนอื่นได้อย่างไร เพื่อให้คนอื่นมาสนใจเรา ครับโดยผมไม่ได้มาสปอยล์หนังสือแต่อย่างใดครับ แค่มาบอกว่าทำไมถึงน่าซื้อไว้อ่านและผมได้เรียนรู้อะไรบ้างไว้เตือนตัวเอง

Continue reading

Recommend Book I

ทักทายกันหน่อย …

บทความนี้เป็นบทความที่ว่า อยู่ดีๆผมก็อยากรู้ว่าคนรอบตัวผมนั้นเขาอ่านหนังสืออะไรกันบ้างในเดือนๆหนึ่ง อยากรู้ว่าเขามองโลกเปลี่ยนไปไหม แล้วเขาจะแนะนำคนอื่นต่อว่าอะไรกับหนังสือที่เขาอ่านจบหรือกำลังอ่านอยู่ แต่ในเมื่อผมคิดจะถามคนอื่นแล้วผมก็ควรจะเล่าของผมให้คนอื่นฟังก่อน เผื่อว่าคนที่มาอ่านบทความนี้จะได้หันมาสนใจหนังสือที่ผมหยิบจับมาอ่านบ้าง  Continue reading

[สรุปการเรียนรู้] ฝรั่งเข้าใจ คนไทยเก็ท part 2

ทักทายกันหน่อย …

เอาล่ะครับมาถึง part 2 กันแล้วใครยังไม่เคยอ่าน part 1 จัดเต็มตรงนี้เลย [สรุปการเรียนรู้] ฝรั่งเข้าใจ คนไทยเก็ท part 1 มาคราวนี้จะฮาขนาดไหน จะแป้กอีกหรือเปล่า ( นั่นสิ ) ซึ่งบทนี้คงจะมาเน้นเจาะลึกกับโรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพูดภาษาอังกฤษ ของพวกเราคนไทยที่เป็นกันเยอะ ( ผมคือหนึ่งในนั้นด้วย ! ) แต่ละอันจะฮาขนาดไหน เราจะแก้ไขได้ไหม ? แล้วเวลาเป็นโรคพวกนี้อาการออกมาเป็นอย่างไร ? โอ้ย !? เยอะ ! อย่าห่วงไปเลย ไปลุยกันเลยดีกว่า

การออกเสียงสำคัญไฉน

ถึง แม้ผมจะบอกพวกคุณว่าให้พยายามสื่อสารให้ฝรั่งเข้าใจ แต่การฝึกออกเสียงนั้นก็จะเป็นอีกขั้นที่ทำให้คุณนั้นสามารถพูดภาษาอังกฤษ ได้ดี ถึงไม่มีก็ไม่ตายแต่ว่า ! มันก็ควรจะออกเสียงให้ถูกต้องถ้าเป็นไปได้ คือ สำเนียงอาจจะไม่เหมือนเจ้าของภาษาก็ช่างมัน แต่ต้องคิดว่าออกเสียงให้ใกล้เคียงหรือเหมือนได้เลยก็ยิ่งดี ผมมีตัวอย่างทั้งสองแบบไม่ว่าคนไทยพูดอังกฤษแล้วผิด กับฝรั่งพูดไทยผิด อ่ะเราไปดูประโยคแรกกัน

example1 เหตุการณ์เกิดขึ้นว่ามีเพื่อนคุณซื้อรถ Honda city ซึ่งคุณและเพื่อนคุณอีกคนเห็นและก็คุยกับเพื่อนคนที่เป็นเจ้าของรถว่า

“I like your Honda shitty !”

โอ้ ว ! แปลว่าเพื่อนเราเนี้ย อาจจะเจอเจ้าของรถโกรธได้ อารมณ์ประมาณไปเหน็บแนม ใครไม่ทราบคือ shit = ขี้ ประมาณนั้นเลยครับ เพราะว่าเพื่อนคุณนั้นอาจจะออกเสียงผิด อันนี้ก็อาจจะเกิดการเข้าใจผิดได้แค่เรื่องออกเสียง

example2 ฝรั่งคนหนึ่งในร้านอาหาร สั่งอาหารมาและต้องการ “น้ำจิ้ม” จึงเรียกน้องเ็ด็กเสิร์ฟมาบอกว่า

“น้องๆ พี่ขอน้ำจิ๋มหน่อย”  OMG!!!

น้องเด็กเสิร์ฟคงคิดว่าอีฝรั่งนี่มันลามกมาก ฮ่าๆ ไม่ก็ขำๆกันไป

เห็น ไหมครับสำหรับตัวอย่างง่ายๆที่คุณคงอ่านแล้วเห็นภาพทันทีว่ามันก็สำคัญนะเออ อย่ากังวลว่าต้องออกเสียงให้เหมือน native หรือว่าเจ้าของภาษา คุณคริสเขาเขียนไว้ว่า แต่ละถิ่นก็ออกเสียงไม่เหมือนกัน แค่คำว่าน้ำ ( water ) มีทั้ง โวเทอร์ , วอเต้อร์ ( คนไทย ) , วอเดอร์ , โวดะห์ แล้วคุณจะเกิดคำถามว่าถ้ามันเยอะอย่างนี้แล้วฝรั่งจะรู้ได้อย่างไรโอเคไม่ เป็นไรครับ เขามีทางออกให้คุณแก้ปัญหาสำหรับการอธิบายคำต่างๆถ้าฝรั่ง เขาไม่เข้าใจจริงๆ มีอยู่ 3 ทางครับ

1. spell the word ไม่เข้าใจก็สะกดทีละตัวอักษรเลยเอ้า !

2. body language ภาษากาย กอดจูบลูบคลำ ใช่ที่ไหนล่ะ !! ก็พยายามทำท่าทางหรืออะไรที่สื่อความหมายของคำนั้นๆ

3. explain and expand อธิบายเข้าไป จะอ้อมจะตรงจะเยอะก็พูดไปเถอะ ดีกว่าเงียบครับ อธิบายมันคล้ายๆอะไร เหมือนกับอะไร

4. write or draw it วาดแหม่งเลย ! แต่ถ้าคุณดันเกิดมาทักษะนี้มันเป็นหมันตั้งแต่กำเนิดก็คงต้องทำใจก็พยายาม mix ไอ้ข้อข้างบนเข้าไปด้วยครับ

5. Run away ! ใช่ครับ วิ่งหนีแหม่งเลย ถ้าทำทุกข้อที่คุณพยายามแล้วไม่ได้ก็อย่าไปคุยเลย ฮ่าๆ ( อันนี้จริงๆนะในหนังสือก็เขียนไว้จริงๆ ไม่ได้ตีไข่ใส่สีแต่อย่างใด >3< )

โรคทางภาษาอังกฤษกับคนไทย

คุณคริสเขาได้แบ่งออกเป็น 4 โรคครับ ดังนี้

  • ‘S’ Syndrome
  • ‘L’ or ‘R’ Syndrome
  • ‘Garan’ Syndrome
  • ‘Hi-Lo’ Syndrome

เอาล่ะ ! เราไปดูกันเป็นข้อๆไปเลยว่าแต่ละอันคืออะไร

‘S’ Syndrome

คน ไทยเราคงติดหลายคำที่ออกเสียงติด S กันบ่อยมาก คำไหนไม่ออกก็ดันออก คำไหนต้องออกกลับไม่ออก ประมาณนั้นเลยผมก็เป็นบ่อยนะครับ เหตุเกิดของโรคคงมาจากการเรียนสมัยเด็กๆแหละครับ คุณครูคงเน้นเรื่อง Singular ( เบาๆ ) กับ Plural และพวก Apostrophe S พวกแสดงความเป็นเจ้าของแหละครับ แล้วมันร้ายแรงไหม งั้นผมจะให้ดูประโยคนี้

“In the morning. I brush my tits !”

แทนที่คุณต้องการจะบอกว่า ว่าแปรงฟัน อาจจะเป็นคำหมายว่า แปลงหัวนม !!! ไปซะงั้นอ่ะ

‘L’ , ‘R’ Syndrome

อัน นี้คงผิดตั้งแต่ภาษาไทยเลย เพราะว่าทุกวันนี้เรามักจะใช้สลับ หรือไม่ก็ใช้แต่เสียงตัว ล อย่างเดียวเท่านั้น เพราะเราเรียนมาว่ามันเขียนอย่างไร แต่ก็ไม่ออกเสียงเพราะคิดว่าคนที่เราสื่อสารนั้นสามารถเข้าใจได้เลยว่าเรา หมายถึงอะไร เช่น คำว่า ราวตากผ้า เราก็มักจะไม่ออกเสียงตัว ร และไม่ได้กระดกลิ้น กลายเป็นว่าถ้าเราทำเพื่อนเราจะด่าเราอีกว่ากระแดก แง่ว ! ราวตากผ้าไม่เท่าไรแต่ถ้า ราวหรือปลั๊ก ( ก็เก็บไว้ถามแฟนดีกว่า ฮิ้ว !! ) ซึ่งคำที่มีตัว R ก็ให้คุณกระดกลิ้นเหมือนในไทยแต่ไม่ต้องเยอะ OK ? ( แรดหน่อย ฮ่าๆ )

‘Garan’ Syndrome

โรคตัวการันต์ จริงๆแล้วคิดว่ามันไม่ผิดหรอกที่เอาตัวการันต์มาใส่แต่มันทำให้เราอ่าน แล้วออกเสียงลำบากมากกว่า ไม่ใส่เลย จริงๆดูจากตัวอย่างคำต่อไปนี้ Lice, Like, Life, Light ( ไลซ์, ไลค์, ไลฟ์, ไลท์ ) ถ้าเราไม่นับตัวการันต์เป็นไงครับแน่นอน ไล้ ไล้ ไล้ ไล้ ไล้ ทุกตัว ยิ่งบางคนเป็นโรค ‘L’ , ‘R’ Syndrome ไปกันใหญ่เลยคราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นดูครับ Rice, Like, Light, Right, Lice, Ripe, Life, Ride คิดดูว่าคนที่เป็นสองโรคจะออกเสียงว่าอะไร

‘Hi-Lo’ Syndrome

ไม่ ใช่ผีพนันแต่อย่างใด แต่เป็นการออกเสียงกลาง ต่ำ เพราะบางเสียงนั้นเสียงสั้นด้วยอย่างคำว่า foot กับคำว่า food อย่างนี้เป็นต้นครับ

ทางแก้ไข

อาจจะมีสองแบบหลักๆคือ อย่างแรกคุณฝึกออกเสียงคนเดียวแล้วฟังการออกเสียงหรือให้คนฝึกสอนที่เป็นผู้ เชี่ยวชาญฟังแล้วแก้ไขครับ หรืออย่างที่สองคือ เรียนจากฝรั่ง ถ้าไม่มีฝรั่งแถวบ้านก็เช่าหนังมาดูครับ ฟังให้ชินหูแล้วเราจะรู้ครับว่ามันออกเสียงอย่างไร ฝึกฝนเท่านั้นครับถึงจะประสบผลสำเร็จ : )

สรุป

เราก็ได้เรียน รู้กันไปอีกขั้นหนึ่งสำหรับการออกเสียง และโรคทางวาจาของคนไทย และทางแก้ไขก็หวังว่าเราๆท่านๆจะฝึก ( ผมก็พยายามอยู่ฮ่าๆ ว่าจะแอดฝรั่งมาลองคุยกันดูเหมือนกัน ) ก็อย่ากลัวครับ เหมือนเดิมกล้าเข้าไปทัก กล้าเข้าไปคุยหรือมีเพื่อนฝรั่งก็พยายามคุยดู คนเราเรียนรู้จากความผิดพลาดครับ ฝรั่งบางทีเขาแก้คำให้เราด้วยก็ดีเลยสองเด้ง ( ป๊อก 9 เฮ้ย ! ไหนบอกไม่พนัน โทษทีนะครับเชื่อเจ้ามันแรงส์ ) ก็ฝากไว้สำหรับ part2 นี้ครับครั้งหน้าเราจะไปเล่นปิงปองกับฝรั่งกันแต่ไม่ได้ตีกันจริงๆหรอกเป็น อย่างไรติดตามครับ